ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

บทที่ 13 อุบัติเหตุจราจร (TRAFFIC ACCIDENT)

โดย พลตำรวจตรี เลี้ยง  หุยประเสริฐ พบ.,อว.(นิติเวชศาสตร์)
     ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

อุบัติเหตุจราจร เป็นเหตุนำการเสียชีวิตที่พบมากที่สุด ในศพที่เข้ามารับการตรวจชันสูตรที่สถาบันนิติเวชวิทยา พบประมาณ 35 - 45 %  ของจำนวนศพที่เข้ามาเป็น    หมื่นรายต่อปี
            การตายจากอุบัติเหตุจราจร อาจแบ่งได้เป็น 3 จำพวก
            1.  การตายที่ผู้ตายเดินเท้าแล้วถูกรถชน Pedestrian death
            2.  การตายที่ผู้ตายเป็นผู้ขับขี่หรือโดยสารในรถยนต์ Driver and Passenger
            3.  การตายจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ Motor cycle accidents 

 

I การตายที่ผู้ตายเดินเท้าแล้ว(เดินถนน)ถูกรถชน

 

Pedestrian Death
         การตายของคนเดินเท้าที่ถูกรถชนนั้น  ความรุนแรงของบาดแผลและการบาดเจ็บขึ้นอยู่กับ
          1. ความเร็วของรถ รถที่วิ่งด้วยความเร็วมากกว่าย่อมทำให้การบาดเจ็บรุนแรงกว่า
          2. ลักษณะของรถ รถที่ใหญ่กว่าย่อมทำให้เกิดการบาดเจ็บได้มากกว่า
          3. มีการเบรคก่อนชนหรือไม่  ถ้ามีการเบรคก่อนมีการปะทะ รถที่ไม่มีการเบรคจะเกิดการบาดเจ็บมากกว่าจุดที่ปะทะในรถที่มีการเบรคจะต่ำ กว่า และการกระเด็นของ      ผู้ถูกชนอาจเปลี่ยนไป
          4. รูปร่างและขนาดของผู้ถูกชน เนื่องจากการกระเด็นของผู้ถูกชนจะมีสภาพต่างกัน ถ้ามีรูปร่างต่างกัน

 

           ผู้ถูกชนจะถูกชนในสองลักษณะคือ
           1. ถูกชนทางด้านหน้าของรถ  ในกรณีนี้จะมีบาดแผลจุดปะทะ
           2. ถูกเฉี่ยวจากทางด้านข้างของรถ  ทำให้ไม่มีแผลจุดปะทะ

 

           การตรวจบาดแผลโดยละเอียด อาจจะช่วยบอกลักษณะของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้มากพอควร โดยอาจจะบอกได้ว่า
           1.ผู้ถูกชนกำลังเดิน ยืน หรือนอนอยู่บนถนนขณะถูกชน
           2.ทิศทางของรถขณะชนกำลังเคลื่อนไปทางทิศใด
           3.มีการเบรคหรือไม่ในขณะชน
           4.ผู้ขับขี่น่าจะเห็นผู้ถูกชนก่อนการชนหรือไม่
           5.มีลักษณะของรถที่ชน บนร่างกายของผู้ถูกชนหรือไม่

 

การตรวจศพจะต้องเริ่มตั้งแต่เสื้อผ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่”ชนแล้วหนี”  ฉะนั้นการส่งศพควรเก็บทั้งเสื้อผ้าหรือเศษส่วนของศพไม่ให้ขาดหายไปโดยใส่ใน ถุงเก็บศพที่สะอาด หรือห่อผ้าขาวที่สะอาด แต่ก็ไม่ควรรวมเศษส่วนที่ไม่ได้ติดอยู่กับศพ แต่ควรเก็บเป็นหลักฐานแยกไว้อีกถุงหนึ่ง เพราะเศษส่วนของเสื้อผ้าที่ฉีกขาดหายไปจากร่างกาย อาจจะไปติดอยู่กับส่วนของรถเช่น กันชน บังโคลน ของล้อ ฯลฯ
           การตรวจรถที่สงสัยเมื่อมีโอกาสนั้น จะช่วยบอกความสัมพันธ์ของบาดแผลกับสภาพของตัวรถได้
           การบาดเจ็บของผู้ถูกชนจะเกิดเป็น 4 ขั้นตอนคือ
           1.บาดแผลจุดปะทะ (bumper injury)
           2.บาดแผลที่เกิดจากการกระแทกกับตัวรถ
           3.บาดแผลจากการกระแทกกับพื้นถนน
           4.บาดแผลจากรถทับซ้ำหรือรถอื่นทับซ้ำ

 

1.บาดแผลจุดปะทะ (Bumper Injury)
           ในกรณีที่ถูกชนจากด้านหน้ารถ 75%จะถูกชนด้วยกันชนรถ (หรือส่วนที่ยื่นออกมามากที่สุดของรถ) เรียกบาดแผลนี้ว่าbumper injury (บาดแผลจุดปะทะ) ในรถยนต์ส่วนใหญ่จะสูงจากพื้นราว 35 - 60 ซม.
           บาดแผลจุดปะทะจะมีขนาดความรุนแรงเท่าใดก็ได้ เช่น อาจจะแค่ถลอก หรือมากขึ้นถึงช้ำเขียว ฉีกขาดหรือกระดูกหัก ก็ได้  ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ เสื้อผ้าที่สวมใส่  และลักษณะของกันชน  เสื้อผ้าเช่นกางเกงอาจจะมีลักษณะของรถประทับอยู่ เพราะอาจจะมีคราบสกปรกบนส่วนนั้นของรถได้
           ถ้าบาดแผลจุดปะทะของขาทั้งสองข้างสูงไม่เท่ากันน่าจะแสดงว่า ขณะถูกชน กำลังเดินอยู่
           ถ้าบาดแผลจุดปะทะสูงจากพื้นเท่ากันน่าจะแสดงว่า ขณะถูกชน กำลังยืนอยู่
           ถ้าบาดแผลจุดปะทะสูงเท่ากับกันชนน่าจะแสดงว่า รถไม่ได้เบรคก่อนชนหรือขณะชน แต่ถ้าบาดแผลจุดปะทะต่ำกว่ากันชนในสภาพปกติน่าจะแสดงว่ามีการเบรค เพราะในปัจจุบันเมื่อรถเบรค หน้ารถจะเตี้ยลง     
           ถ้าไม่มีบาดแผลจุดปะทะหรือมีเพียงด้านเดียว อาจจะเป็นการชนโดยด้านข้างของรถก็ได้

 

2.บาดแผลที่ผู้ถูกชนกระแทกกับตัวรถ
           หลังจากการปะทะ ถ้าผู้ถูกชนเป็นผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูงกว่าจุดปะทะและรถที่ชนมี ความเร็วเกินกว่า 20 กม./ชม. ผู้ถูกชนจะล้มลงไปบนรถ จุดที่จะมีการบาดเจ็บต่อมาคือ ต้นขา สะโพก (หรือเชิงกราน) หรือลำตัวแล้วแต่ความเร็ว  จะกระแทกกับกระโปรงรถ และร่างกายจะไถลไปบนกระโปรงรถ อาจจะกระแทกกับส่วนอื่นๆบนกระโปรงรถเช่น เครื่องหมาย หรือ ตรายี่ห้อ ฯลฯที่อยู่บนนั้น ทำให้เกิดบาดแผลที่แสดงลักษณะของสิ่งที่อยู่บนนั้น หรืออาจจะมีสีรถ หรือสิ่งที่เปรอะเปื้อนอยู่บนรถ ติดเสื้อผ้าหรือลำตัวผู้ตายได้
           ในลักษณะนี้ถ้าผู้ถูกชนถูกชนทางด้านหลัง อาจจะพบ กระดูกสันหลังช่วงเอว อก หรือ กระดูกคอหักได้  และผู้ถูกชนอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่ตอนนี้ การชนลักษณะนี้มักพบแผลฉีกขาดของผิวหนังชั้นนอกตื้นๆเป็นแนวขวางหลายแนว ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายถูกดันให้หงายไปทางบ้างหลังอย่างรวดเร็วทำให้มีการ ฉีกขาดดังกล่าว
           ในกรณีที่รถใช้ความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม.ขึ้นไป ผู้ถูกชนอาจจะล้มแรงจนศีรษะกระแทกกระจกหน้าของรถยนต์หรืออาจจะกระเด็นขึ้น หลังคารถตกลงไป ทางท้ายรถได้  จากนั้นจึงกระแทกพื้นถนน ก่อนจะถูกชนหรือทับจากคันอื่นต่อไป
           ถ้าถูกชนเยื้องไปทางด้านใดด้านหนึ่งของรถ หรือรถวิ่งไม่เร็วมาก ผู้ถูกชนอาจจะร่วงจากกระโปรงรถไปทางด้านข้างใดข้างหนึ่ง แล้วปะทะหรือถูกชนจากรถอื่นต่อไป  หรืออาจจะกระเด็นขึ้นฟุตบาท ทำให้เข้าใจผิดว่าไม่ได้ถูกรถชน และบาดแผลที่พบอาจจะศึกษาเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ข้างตัวรถได้เช่นกัน
           ส่วนผู้ที่มีรูปร่างเล็ก มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่าจุดชน ผู้ถูกชนจะล้มตามการชนไปทางเดียวกับรถคือล้มอยู่ข้างหน้ารถ และอาจถูกรถยนต์คันเดียวกันนั้นเองทับอีกทีหนึ่ง

 

3.บาดแผลที่เกิดจากการกระแทกกับพื้นถนน
           หลังการกระแทกกับตัวรถตามข้อสองแล้ว ร่างกายของผู้นั้นจะตกลงไปบนถนน ยกเว้นแต่ว่าจะมีชิ้นส่วนที่ข้างรถเกี่ยวเสื้อผ้าหรือลำตัวให้รถลากต่อไป ทำให้มีบาดแผลครูดถลอกจำนวนมากและการแปลผลจากบาดแผลจะเกิดการสับสนได้มาก
           ในกรณีที่มีการเบรคในขณะที่ชนหรือก่อนชนเล็กน้อย จะพบลักษณะอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อรถวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กม./ชม. ผู้ขับขี่ได้เบรคทันทีที่ชน ขณะชนรถมีความเร็วใกล้ 40กม./ชม. ผู้ถูกชนที่ล้มมาทางตัวรถจะมีความเร็วพุ่งไปข้างหน้าส่วนหนึ่งซึ่งใกล้ 40กม./ชม. ในขณะนั้นรถที่ชนมีความเร็วลดน้อยลงไปแล้ว ทำให้ผู้ถูกชนล้มลงมาไม่ถึงตัวรถ(มักจะล้มลงมาตรงหน้ารถ) และหยุดนิ่งอยู่ รถซึ่งรถความเร็วลงแล้วแต่ยังไม่หมดความเร็ว (โดยอาจจะเหลือสัก 20กม./ชม.)แล่นทับไปบนตัวผู้บาดเจ็บอีกทีหนึ่ง

 

4.บาดแผลจากรถอื่นทับหรือชนซ้ำ
           หลังการชนเกิดขึ้นและรถมีความเร็วพอ ผู้ถูกชนจะกระเด็นลงข้างหรือหลังรถก็ตาม รถที่คันอื่นที่วิ่งตามหรือสวนมาก็ดี อาจจะชนหรือทับแล้วแต่กรณี ทำให้การแปลผลจากบาดแผลเกิดความยุ่งยาก จึงต้องมีข้อมูลของการเกิดเหตุโดยการสอบสวนสืบสวนหรือสภาพแวดล้อมโดยละเอียด ด้วย
           ถ้าพบบาดแผลผู้ตายเกิดจากถูกรถทับอย่างเดียว แสดงว่าผู้ตายน่าจะนอนอยู่บนถนนขณะถูกทับ

 

บาดแผลจากอุบัติเหตุจราจร
 - เกิดบริเวณใดก็ได้  ขึ้นอยู่กับการถูกชน ถูกเฉี่ยว หรือ ถูกทับ
 - มักมีบาดแผลหลายแห่ง (ถูกจุดปะทะ ถูกทับ ถูกครูดฯลฯ)
 - บาดแผลมักทะลุเสื้อผ้า
 - ไม่มีบาดแผลแห่งการป้องกันตัว
 - มักเป็นบาดแผลประเภทเดียวกัน(ถูกของแข็งไม่มีคม)
  
     
  II การตายที่ผู้ตายเป็นผู้ขับขี่หรือโดยสารรถยนต์ (Driver and Passenger)
           โดยทั่วไปการตรวจผู้ตายที่เป็นผลของอุบัติเหตุทางจราจรนั้นแพทย์ต้องวางวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
            1.  เพื่อหาสาเหตุตาย
            2.  เพื่อยืนยันว่าผู้ตายตายจากการบาดเจ็บในการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่จากสาเหตุแอบแฝงอื่น ๆ
            3.  เพื่อบอกความรุนแรงของการบาดเจ็บ
            4.  เพื่อหาโรคหรือเหตุแฝงอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
            5.  เพื่อตรวจหาอาชญากรรมที่แอบแฝงในอุบัติเหตุ
            6.  เพื่อบันทึกข้อมูลทุกประการเพื่อใช้ในทางขบวนการยุติธรรมหรือฝ่ายปกครอง
            7.  เพื่อยืนยันบุคคลโดยเฉพาะกรณีมีไฟไหม้ระหว่างอุบัติเหตุ
            ซึ่งการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 2 และ 5  นั้น ต้องประกอบการสอบสวนโดยละเอียดด้วย และกรณีผู้ตายอยู่ในห้องโดยสารควรบอกได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ขับขี่

 

บาดแผลของผู้อยู่ในห้องโดยสารเกิดได้จาก
          1.  กระทบกระแทกกับสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร
          2.  กระทบกระแทกกับสิ่งต่าง ๆ ภายนอกที่ทะลุเข้ามาในห้องโดยสาร
          3.  โดยส่วนของร่างกายหลุดออกไปนอกห้องโดยสาร           
          4.  ไฟไหม้

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดรถยนต์ชนกันหรือชนสิ่งใด
            1.  สาเหตุที่พบมากเป็นอันดับที่หนึ่งในอเมริกา และอาจเป็นทุกแห่งในโลกรวมทั้งประเทศไทย คือ การที่ผู้ขับขี่ดื่มสุรา (ประมาณ 50 % ของผู้ตาย) หรือยาซึ่งอาจเป็นยาเสพติด เช่น ยาบ้า หรือยาอื่น ๆ ที่แพทย์สั่งแต่มีผลทำให้เกิดความง่วงหรือกดประสาท ทำให้ความสามารถในการขับรถลดน้อยลง
            2.  ลักษณะการขับรถ การขับรถไม่ระมัดระวัง การขับเร็ว หลับใน ซึ่งลักษณะการขับรถมีส่วนเกี่ยวพันกับการใช้สุราอีกเช่นกัน
            3.  สภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่นสภาพถนนลื่น , คอสะพานยุบ
            4.  โรคประจำตัวของผู้ขับขี่ เช่น โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน , โรคลมบ้าหมู ฯลฯ ที่มีอาการเฉียบพลัน

 

ลักษณะการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
            1.  ชนทางด้านหน้า (FRONT IMPACT CRASHES)
            2.  ชนทางด้านข้าง (SIDE IMPACT CRASHES) 
            3.  รถพลิกคว่ำ  (ROLLOVERS)
            4.  ชนทางด้านหลัง (REAR IMPACT CRASHES)

 

1.  ชนทางด้านหน้า (FRONT IMPACT CRASHES) (HEAD - ON CRASHES)
            เป็นลักษณะที่พบบ่อยและพบเป็น 55 % ของการตายจากอุบัติเหตุจราจรบน High way เมื่อรถยนต์ชนต่อสิ่งใดข้างหน้าและหยุดหรือลดความเร็วอย่างรวดเร็ว ร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารถ้าไม่ได้ยึดเหนี่ยวกับอะไรจะยังคงเคลื่อน ไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม ผลก็คือร่างกายจะปะทะกับสิ่งต่าง ๆในรถซึ่งอยู่เบื้องหน้าเช่น
            ในกรณีผู้ขับขี่  ศีรษะและใบหน้าอาจปะทะกับกระจกหน้ารถหรือขอบกระจก หรือหลังคารถส่วนใกล้กระจก อาจมีแผลถลอก ช้ำ และฉีกขาด ตั้งแต่หน้าผาก จมูก       ใบหน้าถึงปลายคาง และอาจเป็นแผลฉีกขาดเล็ก ๆ จากถูกเศษกระจกหน้ารถแตกฝังเข้าไปในบาดแผล 
            ส่วนคออาจจะมีกระดูกคอหักหรือเคลื่อนจากฐานกะโหลก
            ทรวงอกและลำตัวอาจกระแทกกับพวงมาลัย และที่สำคัญคือ แกนพวงมาลัยทำให้หัวใจปอดฉีกขาดอยู่ภายในช่องอกได้ การผลิตแกนพวงมาลัยที่ยุบตัวได้ลดอันตรายลง 12 %
            กระดูกขา ต้นขา จนถึงกระดูกเชิงกรานแตกหักได้จากการกระแทกกับพื้นรถ
           นอกจากนั้น ถ้าการชนรุนแรงของเครื่องยนต์อาจถูกดันเข้ามากระแทกผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่ ในรถได้ทำให้บดลำตัวตั้งแต่ช่วงอกลงมาถึงช่วงล่างของลำตัวได้ ในกรณีถึงแม้ว่าจะคาดเข็มขัดนิรภัยก็อาจไม่สามารถป้องกันชีวิตได้ หรือวัตถุอื่นใด เช่น เสาไฟ หรือเศษส่วนของที่ชนหักตำเข้ามาในห้องผู้โดยสาร ทำให้เกิดบาดแผลเสียชีวิตได้         (ซึ่งการคาดเข็มขัดนิรภัยก็ไม่ช่วยเช่นกัน)
            สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้คาดเข็มขัดก็จะเกิดลักษณะเดียวกัน แต่จะไม่มีบาดแผลของพวงมาลัยหรือแกนพวงมาลัย ในขณะที่ผู้โดยสารทางด้านหลังจะได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกเข้ากับด้านหลัง ของที่นั่งคนขับหรือที่นั่งผู้โดยสารข้างหน้า การบาดเจ็บก็อาจจะน้อยกว่ากันมาก เชื่อว่าการคาดเข็มขัดนิรภัยลดอัตราตายลงถึง 46 % และลดอัตราการบาดเจ็บสาหัสลง 40 - 70 %
            ถ้าผู้โดยสารและผู้ขับขี่ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย และการชนไม่ทำให้ห้องโดยสารยุบตัวเข้ามา เครื่องยนต์หรือแกนพวงมาลัยไม่กระแทกกลับเข้ามา และไม่มีสิ่งแปลกปลอมภายนอกตำเข้ามา ทุกคนอาจจะได้รับแต่รอยถลอกเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

 

2. การชนทางด้านข้าง (SIDE IMPACT CRASHES)
            การชนทางด้านข้างมักเกิดขึ้นตามทางแยก รถถูกชนทางด้านใดการบาดเจ็บของผู้อยู่ในรถจะมากทางด้านนั้น การกระทบกระแทกทางด้านข้างสามารถทำให้อวัยวะ  ภายในช่องอกช่องท้องฉีกขาดได้เท่า ๆ กับการชนกันทางด้านหน้า แต่การชนด้านข้างนั้นผู้ที่อยู่ด้านตรงข้ามจะมีเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านที่ถูก ชนเป็นกันชนให้อีกต่อหนึ่ง การบาดเจ็บ มักจะน้อยกว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านที่ถูกชนมาก
            การถูกชนทางด้านข้างนั้นเข็มขัดนิรภัยไม่สามารถป้องกันอันตรายได้มากเท่ากับ การชนทางด้านหน้า การเสริมความแข็งแรงทางด้านข้างของรถจึงเป็นเรื่องที่จะต้อง ดำเนินการในรถทุกคัน
            การบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดไถลหรือเสียการทรงตัวแล้วปะทะกับของที่อยู่กับที่ เช่น ต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้า ทางด้านข้างนั้น บางครั้งผู้ที่นั่งอยู่ด้านนั้นตัวหรือศีรษะจะ    พุ่งออกไปชนต้นไม้หรือเสาไฟฟ้านั้น ทางหน้าต่างแล้วจึงตกกลับลงมานั่งที่เดิมก็ได้

 

3. รถพลิกคว่ำ (ROLLOVERS)
            รถพลิกคว่ำนั้นผู้อยู่ในรถมี่อัตราตายสูงอันตรายเกิดขึ้นจากการยุบตัวของ หลังคา การที่ส่วนของลำตัวหรือทั้งตัวหลุดออกไปนอกรถและการที่อาจจะมีอะไร ภายนอกทิ่มตำเข้ามาภายในห้องโดยสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลิกหลายตลบ
           การคาดเข็มขัดนิรภัยในกรณีรถพลิกคว่ำจะช่วยลดอัตราตายและอัตราการบาดเจ็บได้ มากโดยป้องกันไม่ให้ร่างกายหรือส่วนของร่างกายหลุดออกไปนอกรถ และยึดร่างกายไม่ให้พุ่งไปกระทบกระแทกส่วนต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารระหว่างการพลิก
            กรณีรถพลิกคว่ำนี้ทุกคนในห้องโดยสารมีโอกาสได้รับอันตรายเท่า ๆ กัน และการบาดเจ็บในกรณีนี้ไม่มีลักษณะเด่นชัด เนื่องจากจะกระแทกได้ทั้งคันรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถพลิกหลาย ๆ ตลบ

 

4 การชนทางด้านท้าย (REAR IMPACT CRASHES)
            การบาดเจ็บที่เกิดจากการถูกชนท้ายนั้นมักไม่ค่อยเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากรถที่ถูกชนท้ายได้รับการบังจากท้ายรถและที่นั่ง อันตรายที่พบคือ อันตรายจากกระดูกคอเคลื่อน ซึ่งหลังจากการประดิษฐ์ที่นั่งที่มีหมอนรองคอแล้วอุบัติการณ์ดังกล่าวลดน้อย ลงไปมาก อันตรายจากการถูกชนท้ายอีกอย่างคือ อาจจะเกิดไฟลุกไหม้เนื่องจากถังน้ำมันมักจะอยู่ทางด้านท้ายรถ
          การแบ่งการชนออกเป็น 4 ประเภทนั้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เห็นพยาธิสภาพว่าการชนแต่ละแบบน่าจะมีพยาธิสภาพอย่างไร ซึ่งในอุบัติเหตุจริง ๆ นั้น รถยนต์คันใดคันหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุอาจจะลักษณะทั้ง 4 ประการก็ได้ เช่น รถถูกชนท้ายทำให้พลิกคว่ำหลายตลบแล้วชนกับเสาไฟฟ้าทางด้านหน้า จากนั้นรถเหวี่ยงไปกระแทกเสา ไฟฟ้าอีกต้นหนึ่ง ทางด้านคนขับและไฟลุกไหม้ เป็นต้น อาการบาดเจ็บก็จะมีทุกอย่างตามที่กล่าวแล้วข้างต้น

 

เมื่อรถไฟชนรถยนต์
            เมื่อรถไฟชนรถยนต์ การชนมักจะเป็นการชนทางด้านข้าง ลักษณะการบาดเจ็บก็เหมือนถูกชนข้างใดข้างหนึ่ง แต่บางครั้งเมื่อรถไฟชนแล้ว รถยนต์อาจถูกลากไปทำให้พลิกคว่ำ แล้วกระแทกด้านหน้าได้เช่นกัน ลักษณะบาดแผลและการบาดเจ็บ ปรากฏบาดแผลรวมของการชนทุกประเภท

 

การฆ่าตัวตายโดยการขับรถยนต์ชน
            การฆ่าตัวตายโดยวิธีนี้พบน้อย มักจะมีลักษณะขับชนสิ่งของที่อยู่ทางด้านหน้า ซึ่งการศึกษาแนวล้อจะสังเกตได้ชัดเจนว่าระยะทางที่ลงจากถนนเพื่อชนสิ่งนั้น ๆ ยาวพอที่ผู้ขับขี่จะหักรถกลับหลบออกมาได้แต่ไม่ได้กระทำ บางครั้งเราโทษว่าหลับในหรือเมาทั้ง ๆ ที่อาจเป็นการฆ่าตัวตายก็ได้
            ในการฆ่าตัวตายก็จะต้องเหมือนการพยายามฆ่าตัวตายในรายทั่วไป คือมักมีการพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน หรือมีเรื่องเศร้าเสียใจมาก่อนหน้านี้ และอาจจะมีจดหมาย ลาตายด้วย

 

การระบุผู้ขับขี่
            ในบางครั้งอาจจะมีความจำเป็นทางกฎหมายที่จะระบุว่าใครเป็นผู้ขับขี่ จากการตรวจร่องรอยการถูกชนของรถ และการบาดเจ็บ อาจจะพอสันนิษฐานได้ว่าผู้ใดน่าจะเป็น ผู้ขับขี่ได้ ตามที่กล่าวมาแล้ว

 

การตรวจแอลกอฮอล์และสารพิษ
                ในการเกิดรถชนกันนั้น ผู้บาดเจ็บเมื่อส่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แพทย์มักมิได้ตรวจแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด หรือยา ในผู้บาดเจ็บ แต่นิติพยาธิแพทย์ต้องตรวจในผู้ตาย จึงเป็นการไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ซึ่งผู้ขับขี่ชนรถอีกคันหนึ่ง ทั้งที่น่าจะเป็นผู้ผิด กลับไม่ได้รับการตรวจแอลกอฮอล์เพราะไม่ตายและแพทย์ทำการรักษาพยาบาล แต่ผู้ตายซึ่งเป็นฝ่ายถูกกลับถูกเจาะพบแอลกอฮอล์ในเลือดเล็กน้อย กลายเป็นผู้ขับรถประมาทไป
            ฉะนั้น ขอเรียกร้องให้ดำเนินการตรวจผู้ตายและคู่กรณี โดยเฉพาะคนขับในกรณีอุบัติเหตุรถชนกันและมีผู้เสียชีวิต

 

การคาดเข็มขัดนิรภัย
            การคาดเข็มขัดนิรภัยจะช่วยยึดร่างกายของผู้ขับขี่ติดกับที่นั่งทำให้ไม่ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า กรณีรถชนทางด้านหน้า และป้องกันไม่ให้ร่างการหรือส่วนใดส่วนหนึ่งออกนอกรถ ถ้ารถมีห้องโดยสารที่แข็งแรง หรือมีร่วมกับการใช้ถุงลมอัตโนมัติการชนทางด้านหน้าหรือการพลิกคว่ำที่ไม่มี อะไรทิ่มแทงเข้ามายังห้องโดยสาร(เครื่องยนต์ที่ถูกกระแทกเข้ามา หรือ เสาไฟ หรือตอไม้ที่ทะลุเข้ามา ) แล้ว เข็มขัดนิรภัยจะลดอัตราตายและอัตราการบาดเจ็บเป็นอย่างมาก

III ผู้ตายเป็นผู้ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ (Motorcycle Accidents)
           “ซื้อรถจักรยานยนต์เป็นของขวัญวันเกิดครั้งสุดท้ายให้ลูก”
           “Buy your son a motorcycle for his last birth day”
           ประโยคนี้เป็นการบรรยายอันตรายที่เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ดีที่สุด และวลีไทยที่ว่าเนื้อหุ้มเหล็กก็ถูกอีกเช่นกัน
           จำนวนศพที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรที่เข้ามายังสถาบันนิติเวชวิทยา ร้อยละกว่า90ที่เป็นการตายจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์
           เมื่อรถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุ บาดแผลที่เกิดขึ้นมักรุนแรง เนื่องจากเมื่อเกิดอุบัติเหตุชนสิ่งใด ตัวผู้ขับขี่กับผู้ซ้อนท้ายจะพุ่งกระเด็นไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วของ รถ ร่างกายจะปะทะทุกอย่างที่ขวางหน้าหรือขวางตัว ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ไม่สามารถคาดเดาได้ การใส่เสื้อหนาๆเช่นแจ๊กเก็ตหนัง อาจจะช่วยป้องกันการครูดถลอกของ  ผิวหนังได้แต่ไม่สามารถป้องกันการบาดเจ็บจากการกระแทกได้ 
           การใส่หมวกกันน็อคก็สามารถป้องกันอันตรายได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้เขียนเคยเห็นผู้ขับมอเตอร์ไซด์ ถูกรถสิบล้อทับหมวกกันน็อคและกะโหลกแตกทั้งๆที่หมวกยังใส่อยู่บนหัว
           ในรายที่ใส่หมวกกันน็อค ต้องตรวจหมวกด้วยเพื่อดูบริเวณที่หมวกบุบเพื่อเปรียบเทียบกับบาดแผลและการบาดเจ็บ
           ลักษณะการบาดเจ็บของร่างกายจะไม่มีความจำเพาะใดใด และไม่มีรูปแบบ  บาดแผลจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ไปปะทะ อาจจะพุ่งชนต้อไม้คอหัก อาจจะพุ่งตกลงไปในน้ำแล้วจมน้ำ อาจจะถูกรถคันอื่นชนแล้วลากไป อาจจะถูกทับจนบี้แบน อาจจะถูกเหล็กแหลมข้างทาง อาจจะถูกเส้นลวดที่ขึงดักไว้คอขาดฯลฯ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เกิดที่ศีรษะประมาณ 75%
          ในผู้ซ้อนท้ายการบาดเจ็บมักเกิดจากการตกลงไปทางด้านหลังอาจจะเกิดศีรษะฟาด พื้น มีการบาดเจ็บที่ท้ายทอย และสมอง แต่ในกรณีที่ขับด้วยความเร็วสูงการกระเด็นกระดอนหลังการชนอาจจะคล้ายกับใน ผู้ขับขี่หรือรุนแรงกว่าก็ได้
           การตรวจแอลกอฮอล์ควรทำในผู้ขับขี่ทุกราย เพื่อให้ความยุติธรรมต่อคู่กรณี

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ