ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

บทที่ 12 การตายจากเหตุอื่นๆทางนิติเวชศาสตร์

โดย พลตำรวจตรี เลี้ยง  หุยประเสริฐ พบ.,อว.(นิติเวชศาสตร์)
     ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

การตายในบทนี้เป็นการตายที่ไม่เกี่ยวกับบาดแผล แต่เป็นการตายที่เกี่ยวกับนิติเวชศาสตร์  ซึ่งในบทนี้ได้รวบรวมการตายต่างๆไว้
การตายจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงของร่างกาย (Death Due to changes of Temperature)

ปกติร่างกายจะมีอุณหภูมิประมาณ37องศาเซลเซียส การดำรงอุณหภูมิของร่างกายเกิดขึ้นจากการเผาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปใน ระดับเซลล์ จากการทำงานของ    ร่างกาย   และความร้อนจากสิ่งแวดล้อม    ร่างกายเสียความร้อนจากการพาความร้อนออกไปเช่นการที่มีลมพัดพาเอาความร้อน ออกไป  การแผ่รังสีความร้อนจากร่างกาย       เช่นร่างกายอยู่ในอุณหภูมิรอบข้างที่ต่ำกว่าความร้อนจะค่อยๆลดลงได้   และการระเหยของน้ำจากร่างกายเช่นการที่มีเหงื่อออกตามผิวหนังแล้วเหงื่อ ระเหยกลายเป็นไอรวมทั้งการที่น้ำจากปอด กลายเป็นไอด้วย ทำให้ร่างกายได้ใช้ความร้อนออกไปในการแปรสภาพเหงื่อให้กลายเป็นไอซึ่งจะใช้ ประมาณ 12 - 16 แคลอรี่ต่อชม. 

     การเสียความร้อนที่ผิวหนังจะลดลง ถ้ามีไขมันใต้ผิวหนังมากหรือหนา 
     การเสียความร้อนจะเพิ่มขึ้น ถ้าเส้นเลือดที่ผิวหนังขยายตัว
     ถ้าคนนั่งไม่สวมเสื้อผ้าอยู่ในห้อง ความร้อนที่เสียไปจะเป็นโดยการพา 15%  โดยการแผ่รังสี 60% และโดยการระเหยของน้ำในร่างกาย22%
     ถ้าอุณหภูมิรอบข้างสูงกว่าร่างกายแทนที่จะเสียความร้อนร่างกายกลับจะได้รับ ความร้อนเพิ่มขึ้นจากการแผ่รังสี จึงต้องให้มีเหงื่อออกมากขึ้นเพื่อลดความร้อนลง  ความชื้นของอากาศมีส่วนทำให้การระเหยของเหงื่อลดลง
     การสวมเสื้อผ้าทำให้การแผ่รังสีลดลง   ส่วนการพาความร้อนจะลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า เสื้อผ้าฝ้ายสามารถทำให้การระเหยเหงื่อเท่ากับหรือเกือบเท่ากับไม่ได้สวม  แต่ถ้าเป็นเสื้อหนังการระเหยเหงื่อจะลดลงอย่างมาก
 

การตายจากการได้รับความร้อนมากเกินไป (Heat Stroke)
         เกิดเมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดความร้อนออกไปให้พอดีกับความร้อนที่ได้รับ จะเกิดการสะสมความร้อนในร่างกายจนเกิดอันตราย  เรียกว่า heat stroke
         ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆถึง105-106องศาฟาเร็นไฮท์ ผิวหนังจะร้อน แห้ง ระบบประสาทส่วนกลางเริ่มทำงานผิดปกติ ผู้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังหรือใช้  ยาจำพวก ยาคลายเดรียดหรือยากดประสาทจะง่ายต่อการได้รับอันตรายเพราะการดำเนินการ ทำลายความร้อนเสียไป
         การจะวินิจฉัยว่าตายจากความร้อนขึ้นสูงนี้ต้องตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกายได้ เกินกว่า 105 - 106 องศาฟาเร็นไฮท์  ในบางคนอาจจะเกิดจากการออกกำลังมากเกินไป เช่น ทหารที่ฝึกอย่างหนักกลางแสงแดดที่แผดร้อน และระบายความร้อนไม่ทัน ในผู้สูงอายุอาจจะเกิดอาการจากการมีคลื่นความร้อนเป็นเวลาหลายๆวันเช่น ประมาณ6-7วัน      โดยเฉพาะพวกที่มีโรคทางระบบไหลเวียนโลหิตอยู่ก่อนจะยิ่งมีอาการได้ง่ายหรือ โรคที่มีอยู่กำเริบ
         การตายจากความร้อนอาจพบในเด็กที่ทิ้งไว้ในรถยนต์กลางแดดจัด มีการทดลองโดยวัดอุณหภูมิในรถพบว่าขึ้นถึง60องศาเซลเซียส หรือ136องศาฟาเร็นไฮท์             ในอีกรายงานหนึ่งทดลองในรถขนาดเล็กกับขนาดใหญ่พบว่ารถเล็กร้อนเร็วกว่ารถ ใหญ่คือถึง70องศาเซลเซียส ทั้งที่อุณหภูมิภายนอก(กลางแดด)เพียง44องศาเซลเซียส
        ในอาสาสมัครทำการทดลอง จะพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจขัด รู้สึกร้อน เสียสมาธิ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก ต่อมาเหงื่อแห้ง และร้อนมากขึ้น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ชาตามมือเท้า หน้าแดงแล้วเปลี่ยนเป็นคล้ำจากการเริ่มมีระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตกำลังจะ ไม่ทำงาน จึงได้หยุดการทดลองก่อน ที่จะหมดสติและตาย
         การผ่าศพที่ตายจากเหตุนี้ไม่พบพยาธิสภาพที่ชัดเจน ลักษณะที่พบคือหัวใจล้มเหลว  ถ้าผู้ป่วยอยู่ได้เกิน24ชม.การตรวจศพอาจจะพบปอดอักเสบ เนื้อไตสลายตัว(tubular necrosis) เลือดออกในต่อมเหนือไต เนื้อตับสลายตัว(necrosis of liver) การให้การวินิฉัยจะเป็นการวัดอุณหภูมิโดยทางทวารหนักและต้องได้อุณหภูมิสูง
         การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในร่างกายอย่างรวดเร็วอาจจะเกิดจากการได้ยาสลบบาง ชนิด ทำให้ร่างกายจะมีอุณหภูมิขึ้น1องศาเซลเซียสทุก5นาที และอาจจะสูงถึง43องศา   มีอาการ หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ อุณหภูมิสูง กล้ามเนื้อแข็ง และอาจจะตามด้วยกล้ามเนื้อถูกทำลาย Kสูง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
การตายจากความเย็น (Hypothermia)
         จะถือว่าร่างกายเริ่มเข้าข่ายการได้รับความเย็นจะนับตั้งแต่อุณหภูมิของ ร่างกายลงมาที่35องศาเซลเซียส จะเกิดเมื่อเสียความร้อนออกไปมากกว่าการสร้างขึ้น คนกินเหล้าหลับในที่หนาวเย็นจะเป็นอันตรายจากอุณหภูมิของร่างกายลดได้ง่าย การติดอยู่ในหิมะ ตกลงไปในน้ำเย็น ซึ่งอุณหภูมิจะลดลงได้เร็วเป็น3เท่าเมื่อเทียบกับอยู่บนบก เพราะน้ำนำความร้อนได้ดีกว่าอากาศ20-25เท่า ในเด็กอุณหภูมิจะลดง่ายกว่า  การตายมักเป็นอุบัติเหตุ
         กลไกของร่างกายในการต่อต้านการเสียความร้อนคือ   เส้นเลือดผิวหนังจะหดตัว    สร้างอุณหภูมิโดยการสั่นของกล้ามเนื้อ(ซึ่งสามารถเพิ่มความร้อนได้5เท่าของ ปกติ)   และการเพิ่มการเผาผลาญอาหารในเซลล์ซึ่งต้องอาศัยไขมัน ในกรณีนี้เด็กที่มีไขมันมากอาจจะเพิ่มอุณหภูมิได้อีกหนึ่งเท่าตัว  ในผู้ใหญ่ที่มีไขมันน้อยอาจเพิ่มได้เพียง          10-15%เท่านั้น
         ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิลดลงจนถึง32องศาเซลเซียสแล้ว การลดลงของอุณหภูมิต่อไปจะยิ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว และการเผาผลาญอาหารหรือปฏิกิริยาต่างๆ ทางเคมีในร่างกายจะเสียไป

อาการเมื่อมีการเสียความร้อน คือ การหายใจช้าลงและตื้น ชีพจรช้า เริ่มชา สติเลอะเลือน มีภาพหลอน มีปฏิกิริยาช้า การสั่นของกล้ามเนื้อหายไป การควบคุมอุณหภูมิจากก้านสมองเสียไป หมดสติเมื่อถึง 30 องศา และไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง (คือโคม่า)ที่ 27 องศา  ระหว่าง 27 - 25 องศาเริ่มมีหัวใจเต้นริก
         ถึงแม้จะพบการตายจากการเสียความร้อนมักมีแอลกอฮอล์เสมอ แต่การทดลองกลับพบว่า ตัวแอลกอฮอล์เองมีผลในการป้องกันหัวใจเต้นริก โดยการฉีดแอลกอฮอล์ให้มีระดับในเลือดประมาณ400มิลลิกรัม%โดยมีอุณหภูมิ25-26 องศา  อาสาสมัครไม่ปรากฏหัวใจเต้นริก
         การแช่ในน้ำเย็น 4-9 องศาอาจอยู่ได้ 70 นาที - 2ชม.  0 องศาอาจอยู่ได้ 30 นาที   เกินกว่า 20 องศาอยู่ได้ไม่จำกัด ส่วนการตายด้วยความเย็นบนบก ขึ้นอยู่กับเหตุ   อีกหลายอย่างเช่นลม และความชื้น
         การตรวจศพ พบว่าลิวิดิตี้มีสีออกแดงสด เนื่องจากมีอ๊อกซี่ฮีโมโกลบินมาก บางที่ศพจะซีดขาวทั้งตัวและอาจจะมีสีน้ำเงินจางๆที่มือ ศอก เข่า แสดงถึงอาการ "หิมะกัด"(frostbite)ซึ่งการตรวจทางกล้องจุลทรรศน์จะพบลักษณะว่ามีการบวม และมีเลือดคั่งมากที่ผิวหนัง และมีเม็ดเลือดขาวรอบๆเส้นเลือดเล็กน้อย
         ถ้าผู้ป่วยสามารถอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่งเมื่อตายจะพบการเปลี่ยนแปลงเช่น มีตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน มีแผลที่ผนังกระเพาะและลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ปอดอักเสบ เนื้อไตสลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจสลายตัว
         ผู้ตายมักถูกพบว่าไม่นุ่งเสื้อผ้า เนื่องจากมีภาพหลอนว่าร้อนจากการที่ศูนย์ควบคุมความร้อนเย็นที่ก้านสมองเสียไป
         ในคนที่เป็นโรคเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบอยู่แล้ว เมื่อกระทบอากาศเย็นจะเกิดอาการ ยิ่งเย็นยิ่งมีโอกาสเกิดมาก โดยการหายใจเอาอากาศเย็นเข้าไป
การตายทันทีหลังการต่อสู้ขัดขืน (Sudden death during or immediate after violent struggle)
         พบน้อยมาก เกิดขึ้นได้ในผู้ที่ต่อสู้ขัดขืนการจับกุม(โดยเฉพาะพวกที่ใช้ยาเสพติดหรือ กินเหล้า) เมื่อจับกุมเสร็จ เกิดหมดสติทันที และตาย  การตรวจศพ  มักไม่พบเหตุตาย แพทย์จะถูก  กล่าวหาจากญาติหรือผู้เห็นเหตุการณ์ว่าช่วยตำรวจ  เห็นตำรวจทำร้ายคนตายชัดๆหมอยังบอกว่าไม่พบอะไร
         กลไกในการเกิด คือ ระหว่างการต่อสู้ขัดขืน(กอดปล้ำ)ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนจากต่อมเหนือไต caticholamine ซึ่งเมื่อรวมกับแอลกอฮอล์แล้วจะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะง่าย  และยาจำพวก โคเคน, แอมเฟตตามีน, propylhexadrine, ทินเนอร์ ล้วนแล้วแต่มีผลทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งสิ้น ปัญหาคือจะระบุว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือ       เป็นฆาตกรรม
         ต้องยอมรับว่าในกรณีนี้เป็นผู้อื่นทำ แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม

หัวใจหยุดเต้นระหว่างออกกำลังกาย (Cardiac Arrest during Exercise)
         เกิดจากหัวใจขาดเลือด เต้นผิดจังหวะ และตาย  ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการออกกำลังกาย  เนื่องจากขณะออกกำลังกายเมื่อขึ้นถึงจุดความดันขึ้นถึง160-220       หัวใจเต้น180-200ครั้ง norepinephrineขึ้น10เท่า  epinephrineขึ้น 3เท่า  เมื่อหยุดออกกำลังกาย ฮอร์โมนทั้ง2ตัวนี้จะยังเพิ่มสูงขึ้นต่อไป แต่ความดันและการเต้นของหัวใจกำลังลดลงทำให้การทำงานของหัวใจผิดปกติไป  นอกจากนั้นในผู้ที่เครียดมากๆเมื่อออกแรงก็พบว่ามีการตายได้ง่ายด้วย เพราะความเครียดสามารถทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ     อยู่แล้ว

ตายจากการอดอาหาร (Starvation)
         ปกติคนต้องการอาหารประมาณวันละประมาณ 23 แคลอรี่ต่อกิโลกรัมต่อวัน คนน้ำหนัก 70 กิโลกรัมนอนเฉยๆต้องการแคลอรี่ 1650 แคลอรี่ต่อวัน
         การเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายเป็นดังนี้  นอนหลับใช้ 65 แคลอรี่/ชม.  ตื่นอยู่เฉยๆใช้ 77 แคลอรี่/ชม. เดินช้าๆใช้ 200 แคลอรี่/ชม. วิ่งใช้ 560 แคลอรี่/ชม.              เดินขึ้นบันไดใช้ 1,100 แคลอรี่/ชม.  คนทำงานแบกหามอาจจะใช้ถึง 6,000 - 7,000 แคลอรี่ต่อวัน
         อาหารแบ่งออกเป็นคาร์โบไฮเดรด โปรตีน และไขมัน   คาร์โบไฮเดรดเป็นส่วนที่ให้กำลังงานซึ่งจะเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจนในตับ ในกล้ามเนื้อ และกลูโคสในเลือด ประมาณ 1,200 แคลอรี่ 
         ฉะนั้นถ้าไม่กินอาหารภายใน 24 ชม.คาร์โบไอเดรดที่สะสมอยู่จะหมดและร่างกายเริ่มจะต้องใช้  ไขมันและโปรตีนเป็นแหล่งพลังงาน และเมื่อเริ่มใช้ไขมัน ก็เริ่มมีคีโตน(ketone)ในเลือด ถ้าประมาณว่าไขมันมีอยู่ 20 - 25%ของน้ำหนักตัวในชาย และ25 - 30%ในหญิง  และต้องใช้แคลอรี่ วันละ 2,000  ก็จะสามารถอยู่ได้ถึง 60 - 70 วัน       จากนั้นจะต้องใช้โปรตีน  เมื่อเริ่มเอาโปรตีนไปใช้ในการให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะทรุด  อย่างรวดเร็วและตายเมื่อใช้โปรตีนเพียงไม่ถึง 20%
        อาการของคนอดอาหารคือ  หิว  หิวจนปวดท้องในวันแรก จากนั้นจิตใจและร่างกายเกิดการเหนื่อยล้า เปลี้ยมากขึ้นเรื่อยๆ จิตใจเริ่มผิดปกติ หมดความสนใจตัวเอง         สิ่งแวดล้อม และหมดสติ
         การตรวจศพพบว่าผิวหนังบาง ไม่มีไขมันใต้ผิวหนัง ผิวหนังแห้ง หรือสีน้ำตาล  กล้ามเนื้อลีบเล็ก อวัยวะภายในทุกส่วนลีบเล็กยกเว้นสมอง ลำไส้เล็กบวมแดงและอาจ     จะมีแผล
         การอดอาหารแต่ไม่อดน้ำ จากรายของคนหนุ่มที่แข็งแรงเป็นการประท้วงทางการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ พบว่าสามารถอยู่ได้ 57 - 73 วัน เฉลี่ย 60 วัน

การตายจากภูมิแพ้ (Anaphylactic Death)
         สิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ คือ แมลงกัดต่อย ยา และอาหาร อาการของภูมิแพ้คือ คัน ผื่น แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก แล้วหมดสติ  มักเกิดอาการใน          15 - 20 นาที
         เกิดโดยมีการบีบรัดของหลอดลม การขยายตัวของเส้นเลือดและการซึมน้ำมากขึ้นของผนังเส้นเลือด เซลล์ในเลือดและเนื้อเยื่อบางชนิด คือ mast cells และ basophils จะให้สารต่างๆที่ทำให้เกิดอาการนี้  การตายเกิดจากหลอดลมบวมและบีบตัวอย่างแรงและเส้นเลือดขยายตัว
         การตายจากแพ้แมลงกัดต่อย อาจจะตรวจได้โดยเจาะเลือดหาภูมิต้านทาน(IgE antibody) ต่อผึ้ง ต่อแตนได้ แต่ 1% 
กรดและด่างเข้าตา((Injury of the Eye due to Acids and Alkalis)
         อันตรายที่เกิดขึ้นมักเป็นการทำให้ตาดำขุ่น pHของกรดอาจจะไม่เกี่ยวกับการทำให้ตาขาวขุ่น แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของกรดด้วย เช่น กรดเกลือpH1.28(phenol) pH7.7 กับ กรดน้ำส้ม pH2.7 ทำให้ตาขาวขุ่น sodiumhydroxide pH12.8 ไม่ทำให้ตาขาวขุ่น
         ฉะนั้นอันตรายที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดหรือด่างนั้น ร่วมกับระยะเวลาในการสัมผัสก่อนไปล้าง

การตายขณะทำฟัน (Death in the Dental Chair)
         พบน้อยมาก  แต่เกิดขึ้นได้จากการที่ กลัว และการเจ็บปวด อาจจะทำให้เกิดหัวใจวายได้  ส่วนใหญ่ตายจากการให้ยาสลบ มีรายงานจากอังกฤษในปี1982 ศึกษาการตายขณะทำฟัน10ปี 120ราย  100รายเกิดจากการให้ยาสลบซึ่งมักจะเกิดจากให้เกินขนาด  10รายจากยาชา  64 รายไม่ทราบเหตุ

การตายจากการทำแท้ง ((Abortion)
         การตายที่เกี่ยวกับการคลอดมักมีติดเชื้อ  เลือดออกและความดัน และสารอุดตันเส้นเลือด(emboli) ซึ่งเป็นก้อนเลือดดำ 55.2%  น้ำคร่ำ 38.5% และอากาศ 5.1%
         การตายจากการทำแท้งเกิดจาก ยาที่ใช้ทำแท้งเพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวซึ่งสมัยก่อนมีน้อยมากและมักไม่ เป็นผล ต้องใช้เป็นจำนวนมากทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย       บางคนใช้สารบางอย่างที่ปากมดลูกทำให้เป็นแผลที่ปากมดลูก  หรือการใช้เครื่องมือขูดมดลูก อาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความกลัวและความเจ็บปวดในขณะขยาย  ปากมดลูกและขูดมดลูก   การติดเชื้อจากเครื่องมือหรือในช่องคลอดเองและมักเป็นเชื้อที่ไม่ใช้ ออกซิเจนซึ่งมักมีอาการรุนแรง  อากาศเข้าเส้นเลือดในขณะที่ทำการขยายปากมดลูกดังกล่าวแล้วในเรื่องการอุดตัน ของเส้นเลือดจากอากาศ  มดลูกทะลุจากเครื่องมือ  ซึ่งอาจทำให้เลือดออกในช่องท้องจำนวนมาก  การให้ยาสลบก็เกิดการตายได้

การตายจากการทำแท้ง ((Abortion)
         การตายที่เกี่ยวกับการคลอดมักมีติดเชื้อ  เลือดออกและความดัน และสารอุดตันเส้นเลือด(emboli) ซึ่งเป็นก้อนเลือดดำ 55.2%  น้ำคร่ำ 38.5% และอากาศ 5.1%
         การตายจากการทำแท้งเกิดจาก ยาที่ใช้ทำแท้งเพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวซึ่งสมัยก่อนมีน้อยมากและมักไม่ เป็นผล ต้องใช้เป็นจำนวนมากทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย       บางคนใช้สารบางอย่างที่ปากมดลูกทำให้เป็นแผลที่ปากมดลูก  หรือการใช้เครื่องมือขูดมดลูก อาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความกลัวและความเจ็บปวดในขณะขยายปากมดลูก และขูดมดลูก  การติดเชื้อจากเครื่องมือหรือในช่องคลอดเองและมักเป็นเชื้อที่ไม่ใช้ ออกซิเจนซึ่งมักมีอาการรุนแรง  อากาศเข้าเส้นเลือดในขณะที่ทำการขยายปากมดลูกดังกล่าวแล้วในเรื่องการอุดตัน ของเส้นเลือดจากอากาศ  มดลูกทะลุจากเครื่องมือซึ่งอาจทำให้เลือดออกในช่องท้องจำนวนมาก  การให้ยาสลบก็เกิดการตายได้

การตายจากการทำแท้ง ((Abortion)
         การตายที่เกี่ยวกับการคลอดมักมีติดเชื้อ  เลือดออกและความดัน และสารอุดตันเส้นเลือด(emboli) ซึ่งเป็นก้อนเลือดดำ 55.2%  น้ำคร่ำ 38.5% และอากาศ 5.1%
         การตายจากการทำแท้งเกิดจาก ยาที่ใช้ทำแท้งเพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวซึ่งสมัยก่อนมีน้อยมากและมักไม่ เป็นผล ต้องใช้เป็นจำนวนมากทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย       บางคนใช้สารบางอย่างที่ปากมดลูกทำให้เป็นแผลที่ปากมดลูก  หรือการใช้เครื่องมือขูดมดลูก อาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความกลัวและความเจ็บปวดในขณะขยายปากมดลูก และขูดมดลูก  การติดเชื้อจากเครื่องมือหรือในช่องคลอดเองและมักเป็นเชื้อที่ไม่ใช้ ออกซิเจนซึ่งมักมีอาการรุนแรง  อากาศเข้าเส้นเลือดในขณะที่ทำการขยายปากมดลูกดังกล่าวแล้วในเรื่องการอุดตัน ของเส้นเลือดจากอากาศ  มดลูกทะลุจากเครื่องมือซึ่งอาจทำให้เลือดออกในช่องท้องจำนวนมาก  การให้ยาสลบก็เกิดการตายได้
 
การตายคลอดด(เด็กตายในครรภ์) (Still Birth)
         หมายถึงทารกในครรภ์เสียชีวิตแล้วจากเหตุใดก็ตาม แล้วจึงคลอดออกมา  เมื่อทารกตายในครรภ์สีของตัวจะคล้ำลงและผิวหนังเริ่มลอกหลุดเมื่อเวลาผ่านไป หลายๆชั่วโมง สีส่วนที่หลุดอาจมีสีออกคล้ำ  ผู้ไม่เคยพบอาจจะคิดว่าถูกทำร้าย
 
บาดแผลจากการคลอด (Injury during Birth)
         ระหว่างการคลอดเด็กมักจะมีเลือดออกในหนังศีรษะและคั่งน้ำเกือบทุกราย  เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกเกิดขึ้นได้จากการคลอดที่ ลำบาก                             (tear tentorium membrane)
         กะโหลกศีรษะอาจจะแตกได้ระหว่างการคลอดแสดงถึงการใช้แรงกระทำในขณะคลอด เช่นการใช้คีมคีบหัวเด็กเพื่อช่วยคลอด เป็นต้น
ตายจากการได้น้ำมากเกินไป ((Water Intoxication)
         มักเกิดจากการให้น้ำทางเส้นเลือดโดยแพทย์มากเกินไปโดยไม่ได้ให้อีเล็ก โตรไลท์ หรือโดยผู้ป่วยโรคจิตที่ดื่มน้ำอย่างมาก  หรือนักโทษที่แข่งขันกันกินน้ำ  การตาย   เกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะขาดอีเล็กโตรไลท์ตรวจได้โดยการเจาะหา โซเดียม กับ คลอไรด์ ในน้ำในลูกตา ค่าปกติของโซเดียมในลูกตาคือ 1355 - 151 meq/L และคลอไรด์คือ 105 - 132 meq/L

การตายจากความผิดปกติของอีเล็คโตรไลท์ (Death due to Electrolyte imballances)
 ((ล้วงคอ)

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ