ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

บทที่ 8 การตายจากขาดอากาศ (ASPHYXIA)

โดย พลตำรวจตรี เลี้ยง  หุยประเสริฐ พบ.,อว.(นิติเวชศาสตร์)
     ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

การตายจากขาดอากาศ  หมายความถึง  การตายที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายไม่สามารถได้รับออกซิเจนหรือไม่สามารถใช้ ออกซิเจน ถ้าเซลล์หรืออวัยวะใดได้รับออกซิเจนน้อยกว่าที่ต้องการเรียกว่าHypoxia ถ้าไม่ได้รับเลยเรียกว่า Anoxia
          พยาธิสภาพของอวัยวะที่ขาดออกซิเจน  คือ   การปรากฏการคั่งของเลือดที่อวัยวะนั้น (Congestion) ,    มีสีคล้ำ(Cyanosis) ,จุดเลือดออก (Peticiae) และเลือดเหลว (Fluidity of blood)  แต่พยาธิสภาพเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะจำเพาะของการขาดอากาศ การตายจากสาเหตุอื่นๆก็สามารถให้พยาธิสภาพนี้ได้
          สีคล้ำที่อวัยวะเกิดจากเลือดที่คั่งอยู่ขาดออกซิเจน   จะเห็นชัดเมื่อมีออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 5 กรัม% การเกิดสภาพใสหรือเหลวของเลือดเกิดจากมีการทำลายการแข็งตัว(Fibrinolysis)

แบ่งการขาดอากาศตามลักษณะการเกิดได้ดังนี้
          1.SUFFOCATION การที่ออกซิเจนไม่สามารถเข้าถึงปอดได้
          2.STRANGULATION การผูกรัดบริเวณลำคอ
          3.CHEMICAL ASPHYXIA การได้รับสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เซลล์ใช้ออกซิเจนไม่ได้

1.SUFFOCATION การที่ออกซิเจนไม่สามารถเข้าถึงปอดได้
          แบ่งตามลักษณะที่เกิดดังนี้
          1.1  Entrapment or environmental suffocation
                  ติดอยู่ในที่อับออกซิเจนหรือบรรยากาศที่ไม่มีออกซิเจน

          1.2  Smothering
                  ทางเดินหายใจภายนอกถูกอุด เช่น อุดปากอุดจมูก

          1.3  Choking
                  ทางเดินหายใจภายในถูกอุด เช่น การมีสิ่งอุดหลอดลม หรือ กล่องเสียง

          1.4  Mechanical asphyxia
                  การถูกแรงภายนอกกดทับ

          1.5  Mechanical asphyxia combined with smothering
                  การถูกแรงภายนอกกดทับร่วมกับการถูกอุดปากอุดจมูก

          1.6  Suffocating gas
                  การได้รับกาซไม่มีพิษแต่ไม่ใช่ออกซิเจน

1.1 การติดอยู่ในที่อับออกซิเจนหรืออยู่ในบรรยากาศที่ขาดออกซิเจน
          ส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุ เช่น ติดอยู่ในตึกถล่ม เด็กติดในตู้เข็น ปกติร่างกายจะอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีออกซิเจนประมาณ 20.9% ถ้าบรรยายกาศที่ออกซิเจนน้อยกว่า 5% คนจะหมดสติอย่างรวดเร็วและอาจตายได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
          ทางพยาธิสภาพจะไม่พบพบพยาธิสภาพที่จำเพาะหรือการเก็บสิ่งต่างๆเพื่อตรวจก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดใด

1.2 ทางเดินอากาศภายนอกถูกอุดตัน         
          การตายลักษณะนี้มักเกิดจากการฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม เช่นการเอาถุงพลาสติกคลุมศีรษะแล้วผูกไว้
          ผู้ที่หมดสติจากยา หรือ สุรา อาจจะขาดอากาศตายได้ง่ายๆจากการนอนท่าที่หายใจไม่ได้ หรือหน้าคว่ำไปบนหมอน(ถ้าในคนปกติจะเกิดปฏิกิริยาขยับศีรษะได้)
          ในเด็กเล็กหรือคนชราหรือคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ถูกผู้อื่นเอามืออุดปากอุดจมูกก็อาจจะตายได้โดยไม่เกิดร่องรอยใดใด
          แต่ในผู้ใหญ่ที่ปกติดี การถูกอุดปากอุดจมูกให้ถึงตายนั้นทำได้ยากเพราะจะมีการต่อสู้ดิ้นรนอย่างมาก มีบาดแผลถลอกที่ใบหน้า ริมฝีปาก โดยเฉพาะริมฝีปากด้านในที่  จะถูไถกับฟันทำให้เกิดแผลภายในปากได้(ภาพที่3) และจะมีเลือดออกในตาขาวได้ด้วย
          กลไกในการตายมักเกิดจากเมื่อสมองขาดอากาศจะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติไป โดยอาจเต้นช้าลงๆจนหยุดเต้นไป

1.3 การขาดอากาศจากทางเดินอากาศภายใน(หลอดลม)อุดตัน
          การตายวิธีนี้พบได้ทั้งอุบัติเหตุ ฆาตกรรม และฆ่าตัวตาย และตายตามธรรมชาติ เช่น การอักเสบของกล่องเสียงอย่างรุนแรงเช่นโรคคอตีบหรือเยื่อบุกล่องเสียงหรือ หลอดลมบวมอย่างรุนแรงจากการภูมิแพ้ เช่นแพ้ยาจำพวกเพ็นนิซิลิน ซึ่งการบวมแบบนี้หลอดลมจะบวมตลอดความยาวฉะนั้นการเจาะคอจะไม่ได้ผลในการ รักษา(ภาพที่4-1) อาจจะ  ทำให้อากาศเข้าปอดไม่ได้และตายในเวลาไม่นาน
          ในเด็กเล็กอาจสำลักลูกอม เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดถั่วลิสง ฯลฯ หรือถูกฆ่าโดยยัดของบางอย่างเข้าไปในปาก
          การสำลักอาหารเข้าหลอดลมพบบ่อยโดยเฉพาะผู้มีอายุและโดยเฉพาะกับอาหารที่นิ่ม แต่เหนียวพอสมควร เช่น เนื้อเสต็กที่ไม่สุกมาก เช่นมีผู้ชายผิวขาว ทานอาหารในภัตตาคาร อายุประมาณ 50 - 60 ปี แล้วก็มักจะภูมิฐานมีไขมันพอกตามร่างกายพอสมควร ในทันทีก็ลุกขึ้นเอามือกุมหน้าอก หน้าแดงแล้วเปลี่ยนเป็นดำอย่างรวดเร็วแล้วก็ล้มลงกับทุรนทุรายอยู่ชั่วขณะก็ ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นอาการคล้ายคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจึงมีศัพท์ภาษาอังกฤษว่า”CAFÉ CORONARY”
          การตรวจศพเพื่อยืนยันว่ามีการสำลักอาหารตาย จะต้องพบว่าในหลอดลมมีเศษอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมอุดอยู่ค่อนข้างแน่นพอสมควร
          ในบางครั้งก่อนตายผู้ป่วยได้รับการรักษามาแล้วได้ถูกนำเศษอาหารออกไปแล้ว การวินิจฉัยจะทำได้จากประวัติของการรักษาเท่านั้น เพราะการผ่าศพอาจจะไม่พบพยาธิสภาพใดใด

1.4 การขาดอากาศจากการถูกแรงภายนอกกดทำให้หายใจไม่ได้
          การกดทับในลักษณะนี้มักเป็นอุบัติเหตุ เกิดจากการถูกของหนักกดทับลำตัว ทำให้หายใจไม่ได้เช่นทราย โคลนถล่มลงมาทับ การเบียดเสียดในหมู่คนจำนวนมากถ้ากระดูกหรือกล้ามเนื้อซี่โครงไม่แข็งแรงก็ อาจจะทำให้ขาดอากาศตายได้(man pile) หรือรถหลุดจากแม่แรงทับบนลำตัวขณะกำลังซ่อมรถ การตรวจศพมักพบใบหน้าคล้ำ และอาจมีเลือดออกในจอภาพในตาได้
          การฆาตกรรมวิธีนี้พบน้อยมีพบเช่นทำร้ายจนสลบแล้วเอาโต๊ะเหลือเครื่องใช้ที่ค่อนข้างหนักในบ้านทับไว้
          การถูกงูรัด ผู้ถูกรัดก็จะตายด้วยกลไกเดียวกัน แต่การตรวจศพจะพบบาดแผลจากเขี้ยวงูด้วย

1.5 การถูกแรงภายนอกกดทับร่วมกับการอุดทางเดินหายใจภายนอก
          มักเป็นอุบัติเหตุ เช่นการถูกกลบฝังทั้งตัวรวมถึงกลบปากกลบจมูกด้วย ผู้เขียนตรวจศพเด็กชาย 3 รายเป็นพี่น้องกันอายุ 11,12,และ13 ปี เล่นน้ำอยู่ชายคลอง ไม่รู้ว่า   ข้างบนกำลังขุดคลองถมที่ตรงนั้นพอดี  เลยถูกโคลนกลบทับทั้งตัวและปากจมูกด้วย การตรวจศพพบเพียงมีโคลนจำนวนมากในหลอดลมและปากจมูก แต่ไม่มีบาดแผลอื่น
          ในราวปี ค.ศ.1800เศษ  นายBURK เป็นคนที่หาศพส่งขายโรงเรียนแพทย์ ได้ใช้วิธีนั่งทับบนตัวเหยื่อแล้วใช้ 2 มืออุดปากอุดจมูกเหยื่อจนตายได้ ซึ่งบาดแผลภายนอก    มีน้อยมาก ซึ่งต่อมาถูกจับได้และยอมสารภาพวิธีการนี้ จึงเรียกวิธีนี้ว่า Burking

1.6 การหายใจเอากาซที่ไม่มีพิษแต่ไม่ใช่ออกซิเจน
          เช่น หายใจเอากาซมีเทน (กาซหุงต้ม) จากในเหมืองที่รั่วเนื่องจากไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงไม่รู้ตัวและถึงแก่ความตาย  หรือลงไปในที่ลึก หรือแคบ เพราะในที่ลึกๆอาจจะเกิดกาซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหมักของยีสท์ ทำให้คนลงไปตายได้ใน 2 - 3 นาที
          ซึ่งพยาธิสภาพก็ไม่พบอะไรและกาซที่เข้าไปก็เป็นกาซที่เกิดตามธรรมชาติทำให้ ตรวจไม่ได้ การตรวจจะต้องทำทางอ้อมคือนำเอากาซในที่เกิดเหตุมาวิเคราะห์หาเหตุตาย
 
 
2.การผูกรัดบริเวณลำคอ STRANGULATION         
          กลไกในการตายกรณีนี้คือการที่สมองขาดออกซิเจนเนื่องจากเส้นเลือดบริเวณลำคอ ถูกรัด เส้นเลือดแดงที่ส่งเลือดไปสมองมี 2 ชุด คือ ทางด้านหน้าและด้านหลัง
          ชุดที่อยู่ด้านหน้าคือเส้นเลือดแดงคาโรติด(carotid arteries)ที่ลำคอด้านหน้าทั้งซ้ายขวา เส้นเลือดแดงนี้ด้านซ้ายแยกออกมาจากเส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจ(aorta) ส่วนด้านขวาแยกมาจากเส้นเลือดแดงอินโนมิเนต (innominate) ส่งเลือดเลี้ยงสมองทางด้านหน้า โดยเข้าสู่โพรงกะโหลกผ่านรูที่ฐานกะโหลก
          ชุดที่อยู่ด้านหลังเรียกว่าเส้นเลือดแดงเวอร์ติบราล(vertibral arteries) ซึ่งแยกออกจากเส้นเลือดแดงซับคลาเวียนทั้งซ้ายขวา ผ่านขึ้นไปทางด้านข้างของกระดูกสันหลังระดับคอ เข้าสู่โพรงกะโหลกทางโพรงเดียวกับไขสันหลัง
         
          ส่วนเส้นเลือดดำที่นำเลือดกลับจากสมองก็มีสองชุดเช่นเดียวกัน คือ
          ด้านหน้าจะมีเส้นเลือดดำจูกูล่าซึ่งรับเลือดออกมาทางโพรงฐานกะโหลก เป็นเส้นเลือดที่อยู่เคียงกับเส้นเลือดแดงคาโรติด ทั้งสองข้างของลำคอด้านหน้า
          ส่วนเส้นเลือดดำทางด้านหลังเรียกว่าเส้นเลือดดำเวอร์ติบราลเช่นกันแต่จะเป็น เส้นเลือดฝอยแทรกรวมๆกับกล้ามเนื้อที่ด้านหลังลำคอ

          น้ำหนักที่สามารถกดให้เส้นเลือดดำเหล่านี้ตีบตันได้มี
          เส้นเลือดดำจูกูล่า             ประมาณ           2  กิโลกรัม
          เส้นเลือดแดงคาโรติด      ประมาณ           5  กิโลกรัม
          เส้นเลือดแดงเวอร์ติบราล ประมาณ         30  กิโลกรัม
           เส้นเลือดดำเวอร์ติบราลถูกกดให้ตันง่ายในการบีบกล้ามเนื้อที่ลำคอหรือโดยการเงยหน้ามากๆ

          ในขณะที่ศีรษะ หนักประมาณ  5  กิโลกรัม
          จะเห็นว่าแรงที่กดลำคอเพียงแค่น้ำหนักของศีรษะตนเองก็สามารถทำให้เส้นเลือด ดำทั้งสองกลุ่มตีบตันได้แล้ว ซึ่งการทำให้เส้นเลือดดำตีบตันจะทำให้เลือดดำกลับมาที่หัวใจไม่ได้เกิดการ ทำให้มีเลือดคั่งในสมอง เลือดแดงที่ไม่ได้ถูกอุดยังสามารถส่งเลือดไปสมองได้อีกบ้าง แต่เมื่อความดันภายในเส้นเลือดในสมองมีมากขึ้น(เนื่องจากเลือดดำไม่สามารถ กลับลงมา) เลือดแดงก็ไม่สามารถขึ้นสู่สมองได้อีกต่อไป ในพวกนี้จะพบว่ามีเลือดคั่งบนใบหน้ามาก ใบหน้าสีคล้ำ มักจะมีเลือดออก(hemorrhage)หรือจุดเลือดออก(petichia)ในตาขาว และอาจจะมีน้ำมูก น้ำลายไหลออกมาด้วย ในกรณีนี้อาจจะทำให้หมดสติในเวลาหลายนาที  บางรายที่ไม่ตายก็อาจจะเกิดเลือดออกหรือจุดเลือดออกเหล่านี้ได้เช่นกัน
          แต่ถ้าแรงมากพอที่จะกดเส้นเลือดแดงทั้งหน้าหลังอาจจะต้องรักแรงมากหรือการ ห้อยแขวนโดยน้ำหนักตัวเช่นการแขวนคอตาย พวกนี้จะหมดสติภายในเวลาประมาณ    10 วินาที แต่ถ้าถูกปลดออกก็จะสามารถฟื้นภายใน 10-12 วินาทีเช่นกัน

 

2.1 การแขวนคอ(hanging)
          การแขวนคอเป็นวิธีฆ่าตัวตายที่พบมากที่สุดในศพที่ส่งมายังสถาบันนิติเวชวิทยา
          การแขวนคอตายสามารถทำได้ทั้งห้อยแขวนทั้งตัวหรือห้อยบางส่วน หรือเพียงห้อยศีรษะไว้กับเชือกหรือสิ่งที่ใช้ และใช้เพียงน้ำหนักของศีรษะ(ประมาณ 5 กิโลกรัม)ถ่วงไว้ก็เพียงพอที่จะกดเส้นเลือดดำทั้งสองชุด(ประมาณ 2 กิโลกรัม)ได้แล้ว จะทำให้หมดสติและตายภายในไม่กี่นาที พยาธิสภาพจะเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น
          แต่ถ้าแขวนโดยอาศัยน้ำหนักตัวทั้งหมด(ประมาณ 50 - 70 กิโลกรัม) ก็จะกดได้ทั้งหมดคือเส้นเลือดแดงเส้นเลือดดำ และหลอดลมด้วย จะหมดสติในเวลาอันรวดเร็ว   และตายในไม่กี่นาทีเช่นกัน ซึ่งมักพบว่าศพในกรณีนี้มักมีใบหน้าซีด ลิ้นสีคล้ำจุกปากเพราะแนวหรือแผลถลอกที่เกิดจากเชือกที่แขวนมักจะผ่านลำคอ ด้านหน้าสูงกว่าลูกกระเดือก หรืออยู่ใต้กระดูกขากรรไกรล่างเลยซึ่งจะดันที่โคนลิ้นพอดี และแนวถลอก(ซึ่งมักปรากฏตามลักษณะของสิ่งที่รัด เช่น เชือกมีเกลียว ไม่มีเกลียว สายไฟฟ้า เข็มขัดผ้าขาวม้า ฯลฯ) จะเฉียงขึ้นทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่นเฉียงขึ้นไปทางท้ายทอย เฉียงมาทางกกหูข้างใด หรือเฉียงมาทางใต้คางก็ได้
          การดำเนินการตั้งแต่ที่เกิดเหตุ เมื่อพบศพที่แขวนคอตายอยู่(และรู้ว่าเสียชีวิตแล้ว) ให้บันทึกรายละเอียด ตำแหน่งของศพที่แขวนอยู่ ตำแน่งที่ยิ่งขึ้นยากยิ่งช่วยบอกว่าเป็นการขึ้นไปเอง หรือศพอยู่ในท่าทางอื่นๆ และรายละเอียดสถานที่ (ร่องรอยการงัดแงะ รื้อค้นฯลฯ)
          การนำศพลงต้องให้ตัดเชือกที่ผูกห้ามใช้วิธีแก้ปมหรือตัดที่ปม และตัดเชือกที่ผูกลำคอโดยไม่ตัตที่ปมเช่นกัน ซึ่งจะสามารถตรวจปมการผูกได้
          การผ่าศพ หลังจากตรวจภายนอกอื่นๆแล้ว แพทย์จะบรรยายบาดแผลที่ถูกรัดว่ามีสภาพอย่างไร ขนาดเท่าใด เป็นแนวเฉียงขึ้นอย่างไร เช่น “มีแผลถลอกรอบลำคอ  ขนาดกว้างประมาณ 1 ถึง 1.2 ซม. ผ่านลำคอด้านหน้าที่เหนือกระดูกกล่องเสียงชิดกับขากรรไกรล่าง แผลถลอกมีร่องเกลียวแบบเกลียวเชือก ผ่านลำคอด้านข้างเฉียงขึ้นไปทางกลางท้ายทอย เคยมีการทดลองพบว่าแผลที่เกิดที่ลำคอเกิดได้ถ้าเป็นการตายใหม่ๆ และถ้าถูกทิ้งให้รัดอยู่นานยิ่งเห็นชัด
          การพบแผลรอบลำคอนี้จึงไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าถูกรัดคอก่อนตาย
          การฆาตกรรมโดยการแขวนคอนั้น ทำได้ยาก ยิ่งถ้าผู้กระทำมีแค่ 1 - 2 คน เว้นแต่ผู้ถูกกระทำจะหมดสติหรือหมดทางขัดขืนด้วยสาเหตุอื่น หรือหมดสติด้วยยาหรือเหล้า หรือสารพิษอื่นๆ
          การแขวนคอตายอาจจะเป็นอุบัติเหตุได้ เช่นเด็กๆเล่นผูกคอกันแล้วแกะออกไม่ได้หรือไม่ทัน หรือ
          การแขวนคอตายเพื่อเป็นการประหารชีวิตตามกฏหมายของบางประเทศนั้น ลักษณะการแขวนจะต่างกันกับการแขวนคอตายของชาวบ้าน คือ เชือกที่ใช้จะใช้เชือกขนาดใหญ่เพื่อลดการเจ็บปวด และการตายเกิดจากการที่ทิ้งให้น้ำหนักตัวกระชากให้กระดูกคอเคลื่อนออกจากฐาน กะโหลกหรือกระดูกสันหลังระดับคออันที่2-3-4หัก เป็นผลทำให้เกิดแรงดึงเส้นเลือดที่ฐานสมองฉีกขาดและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ถ้าตกมาสูงเกินไปคออาจจะหลุดจากบ่าได้ แต่ถ้าตกมาเตี้ยเกินไปอาจจะไม่ตายจากการกระชากแต่จะตายจากการรัดคอตามปกติ ซึ่งใช้เวลาหลายนาทีซึ่งนักโทษอาจจะดิ้นรนเป็นที่หวาดเสียวแก่ผู้พบเห็นและ อาจจะมีผลทางสังคม

2.2 การรัดคอตาย(ligature strangulation)
          ในการรัดคอตายแรงที่ใช้รัดเป็นแรงที่เกิดจากการดึงเชือกหรือสิ่งที่รัดลำคอ ไว้ ไม่ใช่แรงจากน้ำหนักตัวหรือน้ำหนักใด การรัดคอตายเกือบทุกรายเป็นการฆาตกรรม     และผู้ตายส่วนใหญ่เป็นหญิง กลไกในการตายจะคล้ายกับการแขวนคอ คือรัดเส้นเลือดดำหรือเส้นเลือดแดง ถ้าแรงพอที่จะรัดเส้นเลือดดำ พยาธิสภาพก็เป็นตามที่กล่าวแล้ว
          สิ่งที่ใช้รัดมักเป็น สายไฟฟ้า เน็คไทด์ เชือก สายโทรศัพท์ กระทั่งผ้าพันคอ แม้การรัดด้วยผมของผู้ตายเองก็เคยมีรายงานในวารสารทางนิติเวชมาแล้ว ความชัดเจนและลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับ สิ่งที่ใช้รัด ปริมาณการต่อสู้ดิ้นรน และแรงที่ใช้
          ในเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่หมดสติ การรัดอาจจะใช้เพียงแคผ้ารัดคอ ก็อาจตรวจไม่พบแผลใดเลย     รอยรัดจะชัดกว่าถ้าสิ่งที่รัดเล็กกว่า แผลรอยรัดจะเกิดเป็นแผลสีเหลืองซีดก่อนแล้วจะค่อยเข้มขึ้นหรือเปลี่ยนเป็นสี น้ำตาลคล้ำ แผลรอบลำคอจะขนานกับพื้นไม่เฉียงขึ้นทางใด จะผ่านด้านหน้าของลำคอที่จุดต่ำกว่าการแขวนคอโดยอาจจะผ่านกระดูกกล่องเสียง หรือต่ำกว่า  อาจจะพบแผลถลอกเหนือหรือใต้แผลรัดเกิดจากการที่ผู้ตายพยายามแกะสิ่งที่รัด จึงอาจจะพบเนื้อเยื่อตนเองในเล็บมือหรือเศษผมของตนเองในกำมือ    แต่ย่างไรก็ตามจะต้องเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ตรวจด้วย
          พยาธิสภาพในลำคอจากการผ่าศพ พบมีเลือดออกในเนื้อเยื่อลำคอ20%แต่ปริมาณของเลือดจะมากกว่าในรายแขวนคอ และมีกระดูกกล่องเสียงหัก 42%
          ในเด็ก คนอายุมาก และคนอ้วน ที่มีเนื้อบริเวณลำคอหย่อนหรือมีมากมเนื้ออาจจะทับกับให้คล้ายเป็นรอยรัด เล็กๆได้ และถ้าเป็นในเด็กแรกคลอดซึ่งอาจจะมีจุดเลือดออกตามใบหน้าจากการคลอดด้วย อาจจะทำให้การวินิจฉัยผิดว่าเป็นการถูกรัดคอได้

2.3 การบีบคอ(manual strangulation)
          การบีบคอตายไม่ได้หมายความเฉพาะการใช้มือเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้นิ้วมือ แขน หรือ ขาด้วย กลไกในการตายคล้ายในการรัดคอหรือแขวนคอ คือตายการการรัดเส้นเลือดดำหรือเส้นเลือดแดง  ซึ่งในการบีบคอนั้นส่วนใหญ่มักตายจากการบีบเส้นเลือดดำ เพราะแรงที่บีบจากมือมักไม่สามารถรัดให้แรงสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการดิ้นรนต่อสู้ เส้นเลือดแดงมักสามารถส่งเลือดขึ้นสมองได้บางส่วน ทำให้เกิดมีการคั่งเลือดอย่างมากในสมอง การบีบคอตายเป็นฆาตกรรมเกือบทุกราย ไม่มีใครสามารถบีบคอตนเองจนตายได้
          พยาธิสภาพ พบใบหน้าคล้ำ มีจุดเลือดออก หรือ เลือดออกในตาขาว การตรวจศพอาจจะพบแผลถลอกที่ลำคอจากมือของผู้บีบจิกเข้าไป หรือจากเล็บของผู้ตายที่พยายามแกะมือคนบีบ  อาจจะพบเศษเนื้อเยื่อจากมือของผู้บีบอยู่ในเล็บผู้ตาย ถ้าคนบีบๆจากด้านหลังรอยจิกหัวแม่มือจะอยู่ที่คอด้านหลัง ถ้าบีบด้านหน้าก็จะอยู่ด้านหน้า จะพบมีเลือดออกในเนื้อเยื่อลำคอมากเกือบทุกราย พบกระดูกกล่องเสียงหักถึง 90% แต่ถ้าผู้ตายหมดสติ หรือ เป็นเด็กหรือคนแก่ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีการต่อสู้ดิ้นรน ก็อาจไม่พบพยาธิสภาพเช่นกัน
          การตายจากการถูกผูกรัดบริเวณลำคอทั้ง 3 ชนิด การถูกบีบคอตายพบมีปัสสาวะราดบ่อยกว่าอันอื่นคือพบถึง 60%
          ที่หลังมือและแขนของผู้บีบอาจจะมีบาดแผลถูกข่วนได้ โดยเฉพาะที่หลังนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งอาจจะต่างกับการข่มขืนที่ผู้ข่มขืนอาจถูกข่วนที่ใบหน้า ที่ลำตัวด้านหลัง และที่ลำคอ
 
เปรียบเทียบพยาธิสภาพของการถูกบีบรัดลำคอทั้งสามชนิดตามตาราง

 
 ผูกคอตาย ถูกรัดคอตาย ถูกบีบคอตาย
ไม่มีพยาธิสภาพ
 44%
 น้อยมาก น้อยมาก
เลือดออกที่กล้ามเนื้อลำคอ
 20%(จำนวนน้อย)
 20%(จำนวนมาก
 เกือบทุกรายและจำนวนมาก
 
กระดูกกล่องเสียงหัก
 11%
 42%
 เกือบทุกราย
เลือดออกในตาขาว
 25%
 เกือบทุกราย เกือบทุกราย
 
 
3. การได้รับสารเคมีที่เป็นอันตราย(chemical asphyxia)
          คือการที่ได้รับสารบางอย่างเข้าร่างกายแล้วมีปฏิกิริยาทำให้ร่างกายไม่ สามารถใช้ออกซิเจนทำให้ขาดอากาศถึงแก่ความตาย สารพวกนี้มักมีผลให้ตายอย่างรวดเร็ว

3.1 คาร์บอนโมน๊อกไซด์(carbon monoxide CO)
          คาร์บอนโมน๊อกไซด์เป็นกาซ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และไม่ระคายเคืองต่อร่างกาย มีน้ำหนักเบากว่าอากาศเล็กน้อย เป็นกาซที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ หรือจากท่อ    ไอเสียรถยนต์ จากเครื่องทำความร้อนที่สภาพเก่าหรือชำรุด หรือการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์อื่นๆ เช่นการเผาถ่านและการเผาไหม้สารอินทรีย์อื่นๆที่การสันดาปไม่สมบูรณ์
          เมื่อCO เข้าสู่ร่างกายมันจะจับกับฮีโมโกลบินเร็วกว่าออกซิเจนถึง 300 เท่า  นอกจากนั้นมันยังมีผลโดยตรงกับไมโตคอนเดรียภายในเซลล์ ทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ และเมื่อCO รวมกับฮีโมโกลบินแล้วจะไม่คลายตัว ทำให้ปริมาณของฮีโมโกลบินที่จะขนส่งออกซิเจนไปสู่เซลล์มีจำนวนลดลง จำนวนออกซิเจนที่ไปสู่เซลล์จะ  ลดน้อยลงจนไม่เพียงพอในเวลาอันรวดเร็ว
          ปริมาณ CO ในบรรยากาศที่ถือว่าไม่เป็นอันตรายคือ 5 ppm (5ส่วนในล้านส่วน) หรือ0.005% และปริมาณของฮีโมโกลบินที่จับกับ CO (เรียกว่าคาร์บ๊อกซี่ฮีโมโกลบิน) ไม่ควรเกินกว่า 5%ในร่างกาย ในผู้สูบบุหรี่จะมีจำนวนคาร์บ๊อกซี่ฮีโมโกลบินประมาณ 5 - 6%  แต่ถ้าสูบจัดมากอาจจะมีถึง 13%
         
          การเปรียบเทียบปริมาณCOในบรรยากาศกับปริมาณของคาร์บ๊อกซี่ฮีโมโกลบินในร่างกายโดยทางการสหรัฐอเมริกาให้ไว้ดังนี้
 
ความเข็มข้นของCOในบรรยากาศ
 เปอร์เซ็นต์ในเลือด
 ภายในระยะเวลา
 อาการ
0.02-0.03%
 23-30%
 5-6 ชั่วโมง
 เริ่มปวดศรีษะ
0.04-0.06%
 36-44%
 4-5 ชั่วโมง
 ปวดศรีษะมากขึ้น คลื่นไส้ อาเจียร
0.07-0.10%
 47-55%
 3-4 ชั่วโมง
 ปวดศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน มากขึ้น
0.11-0.15%
 55-60%
 1.5-3 ชั่วโมง
 หมดสติ อาจเสียชีวิต
0.15-0.20%
 61-64%
 1-1.5 ชั่วโมง
 
 
0.21-0.30%
 64-68%
 30-45 นาที
                      
 
0.30-0.50%
 68-73%
 20-30 นาที
 เสียชีวิต
0.50-1.0%
 73-76%
 2-15 นาที
                        
 
 
 
          การตายจากCOมักเป็นการตายจากไฟไหม้บ้านเป็นส่วนใหญ่ เพราะจะเกิดกาซCOเป็นจำนวนมากระหว่างไฟไหม้ ผู้ที่ติดอยู่ในบ้านจะได้รับกาซนี่เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้หมดสติและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วแล้วจึงถูกไฟครอกในตอนหลัง
          การตายจากCO อาจจะเป็นการฆ่าตัวตายได้ เช่นต่อท่อไอเสียจากรถยนต์เข้าร่างกาย หรือโดยกาสตาร์ทรถยนต์ในที่อากาศไม่ถ่ายเทเป็นเวลานาน เช่น ในโรงรถ ควัน จากท่อไอเสียรถยนต์มีกาซCOถึง 4%
          ในการตรวจศพ จะพบว่าลิวิดิตี้ของศพที่ตายจากCO นั้นมีสีแดงสดกว่าปกติ ในผู้ตายที่มีผิวคล้ำอาจจะสังเกตได้จากเล็บมือ ที่เยื่อบุในตาขาว หรือริมฝีปาก และเลือดที่ เจาะจากศพเหล่านี้จะมีสีแดงสดกว่ารายอื่นๆอย่างชัดเจน ในรายที่ตายจากไฟไหม้บ้านมักพบCOในเลือดสูงกว่า 60%  ในศพที่ถูกไฟไหม้และมีCOในเลือดต่ำกว่า 8%ให้สงสัยว่าอาจจะตายก่อนถูกไฟไหม้
          ในรายที่ไม่ตายจึงอาจจะมีอาการทางสมอง ซึ่งบางคนปรากฏเร็วบางคนปรากฏช้า อาจเป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ อาการที่พบมักมี ปวดศีรษะ ไข้ ชักกระตุก ความจำเสื่อม เคลื่อนไหวช้า ประสาทหลอน หรือเสียสติ
3.2 ไซยาไนด์(cyanide)
          สารประกอบพวกไซยาไนด์เช่น ไฮโดรเจนไซยาไนด์ โปแตสเซี่ยมหรือโซเดียมไซยาไนด์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายโดยทางจมูกหรือทางปาก จะเข้าไปรวมกับอะตอมของธาตุเหล็กที่เป็นส่วนประกอบของไซโตโครมอ๊อกซิเดสใน เซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ ปริมาณของไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่ทำให้เสียชีวิตคือ 75-100 มิลลิกรัม        โปแตสเซี่ยมกับโซเดียมไซยาไนด์ทำให้เสียชีวิตในปริมาณเพียง200มิลลิกรัมหรือ ประมาณ 1/20 ช้อนชาเท่านั้น
          การตายจากไซยาไนด์ในปัจจุบันพบน้อยมาก(ไม่เคยตรวจพบที่สถาบันนิติเวชมาหลาย ปีแล้ว) พบในเลือดเพียง1มิลลิกรัมต่อเลือด1ลิตรก็เป็นสาเหตุตาย ซึ่งอาจจะพบ  ในคนงานเหมืองบางชนิด
          ลิวิดิตี้ในศพที่เสียชีวิตจากไซยาไนด์จะมีลักษณะคล้ายที่พบในผู้ตายจากCO
          กลิ่นของไซยาไนด์ในกระเพาะอาหารจะมีกลิ่นบิทเตอร์อัลมอนด์(bitter almond) ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยได้กลิ่น

3.3 ไฮโดรเจน ซัลไฟด์(hydrogen sulfide H2S)
          ไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือกาซไข่เน่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายไข่เน่า เกิดจากการหมักเน่าของสารอินทรีย์ต่างๆและมักเกิดร่วมกับกาซอื่นๆเช่น มีเทน และ                      คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ซึ่งใช้หุงต้มได้
          ปริมาณH2Sในบรรยากาศเพียง 0.1 - 0.2%สามารถทำให้ตายได้  แต่ปริมาณH2S  เพียง 0.015%ในบรรยากาศก็ได้กลิ่นแล้ว
          เมื่อH2Sเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดม มันจะรวมกับฮีโมโกลบินทำให้ฮีโมโกลบินไม่สามารถนำออกซิเจนไปให้เซลล์ การผ่าศพจะพบว่า อวัยวะภายในมีสีคล้ำ ปริมาณ   ซัลฟ์ฮีโมโกลบินในร่างกาย 0.9 - 3.8 มิลลิกรัมต่อเลือด1ลิตรทำให้ตาย
 
การขาดอากาศจากการทำตัวเองเพราะการวิปริตทางเพศ(sexual asphyxia)        
          การขาดอากาศประเภทนี้เกิดขึ้นในบุคคลจำพวกที่มีอาการวิปริตทางเพศ ชอบทำให้ตัวเองเกิดการขาดอากาศโดยการผูกมัดหรือรัดหรือพันธนาการต่างๆ เมื่อร่างกายเกิดสภาพขาดอากาศแล้วจะสำเร็จความใคร่         
          สถานที่พบศพมักเป็นห้องส่วนตัว มิดชิด อาจจะใส่ชุดผู้หญิง(พวกนี้มักเป็นแต่ในผู้ชาย) มีหนังสือหรือภาพที่กระตุ้นทางกามารมย์วางอยู่รอบๆ ปมของเชือกหรือสิ่งที่ พันธนาการจะสามารถแก้ได้เอง การผูกบางครั้งมีผ้ารองส่วนที่ผูกไม่ให้เจ็บ
          การตายมักเป็นอุบัติเหตุ คือ เมื่อ บรรลุจุดสุดยอดแล้วเกิดการอ่อนเพลียหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในการผูกมัดอยู่ ทำให้เกิดการขาดอากาศตายไปเลย

การตรึงกางเขน(crucifixion)
          ผู้ถูกตรึงกางเขนจะถูกตอกตะปูที่ข้อมือหรือฝ่ามือทั้งสองข้างกับที่ขาเพื่อ ยึดไว้ การตายเกิดจากการช๊อคด้วยความเจ็บปวดส่วนหนึ่ง ขาดน้ำและอาหารส่วนหนึ่ง และ    ขาดอากาศอีกส่วนหนึ่งด้วย เนื่องจากการถูกตรึงในท่านั้น กระบังลมและกล้ามเนื้อซี่โครงทำหน้าที่หายใจได้ลำบากและเป็นเหตุตายด้วย
 
การรัดคอแบบพิเศษ(choke holds and carotid holds)

การรัดคอแบบchok holds        
          เป็นการรัดคอจากทางด้านหลัง แขนจะรัดลงที่คอด้านหน้าตรงๆ มืออีกข้างเหนี่ยวแขนที่รัดไว้  แขนจะกดลงบนหลอดลมทำให้ขาดอากาศ และหมดสติได้
การรัดแบบcarotid holds
          เป็นการรัดคอที่คล้ายกันแต่ยื่นข้อศอกไปทางด้านหน้าเพื่อให้ต้นแขนและแขนรัด ไปที่เส้นเลือดแดงคาโรติด ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการต่อสู้ซึ่งสอนว่าการรัดแบบนี้ผู้ถูกรัดจะหมดสติใน เวลาอันรวดเร็วและเมื่อปล่อยในระยะเวลาที่เหมาะแล้วผู้นั้นจะไม่เป็นอันตราย แต่ดังได้กล่าวแล้วว่าบางคนเป็นคนที่มีคาโรติดไวมากการรัดอาจจะเป็นเหตุ ให้การเต้นของหัวใจผิดไปและอาจจะถึงตายได้  ซึ่งอาจจะเป็นการตายโดยไม่ตั้งใจ
 
 
บรรณานุกรม
1. Knight, Bernard., SIMPSON’S FORENSIC MEDICINE.,11th edition, Arnold publisher, New York, 1997.
2. Spitz, Wernerd., SPITZ AND FISHER’S MEDICOLEGAL INVESTIGATION OF DEATH, 3rd edition, Etales Thomas Pub., New York. 1993.
3. สุวรรณจูฑะ,ทัศนะ., พล.ต.ต., นิติเวชศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่สาม บริษัทบพิตรการพิมพ์, กรุงเทพฯ 2536.
4. Arne Svenson, Otto Wendel, Bary A.J. Fisher., TECHNIQUES OF CRIME SCENE INVESTIGSTION, 3rd edition, Elsevier, New York. 1982

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ