ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

การศึกษาเปรียบเทียบกรณีการใช้เลือดจากหัวใจและจากเส้นเลือดส่วนปลาย

การศึกษาเปรียบเทียบกรณีการใช้เลือดจากหัวใจและจากเส้นเลือดส่วนปลาย
(Cardiac versus peripheral blood)  

 

 เลือดจากหัวใจ ถูกนำมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์มากกว่าเลือดจากเส้นเลือดส่วนปลายมาก  การวิเคราะห์เบื้องต้นทางพิษวิทยานิยมใช้เลือดจากหัวใจ              เนื่องจากมีปริมาณเลือดมากและมีปริมาณความเข้มข้นของสารหรือยาสูงกว่าเลือด จากเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขา (Femoral vein)  ซึ่งเป็นเหตุผลที่นิยมใช้การตรวจเลือด  

 

 

         จากหัวใจควบคู่กับการตรวจปัสสาวะในการตรวจแบบScreening เพื่อตรวจหายาที่มี extensively metabolized จะได้ค่าความเข้มข้นของยาตรงข้ามกัน คือ ถ้าวัดเลือดจากหัวใจได้ค่ามาก  ความเข้มข้นของยาในปัสสาวะจะได้ค่าน้อย หรือ ถ้าวัดความเข้มข้นของยาในปัสสาวะได้ค่ามาก   ความเข้มข้นของยาในเลือดจากหัวใจก็จะมี  ปริมาณน้อย        เนื่องจากยาถูกเปลี่ยนรูปเป็น metabolite หมดแล้ว 
                แต่ในกรณีที่ต้องการหาปริมาณยาในเลือด ควรใช้เลือดที่เก็บจากเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขา (Femoral vein) เนื่องจากเลือดในบริเวณนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง   ของยาน้อยมากภายหลังการตาย และถ้าต้องการทำการวัดซ้ำ อาจใช้เลือดจากเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขาซ้าย 1 หลอด และจากเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขาขวา 1 หลอด เพื่อหา  ค่าเฉลี่ยของปริมาณยา  
                ในทางพิษวิทยามีการศึกษาเปรียบเทียบค่า Ratio ความเข้มข้นของยาใน Cardiac blood เทียบกับ Peripheral blood ( C/P Ratio ) ของยาหลายชนิด  ยาที่เป็น  Base โดยทั่วไป ที่มีการกระจายตัวในเลือดมาก จะมีค่า C/P ratio สูงมาก เช่น Doxepin จะมีค่าระหว่าง 1-20  อย่างไรก็ดี มียาที่เป็น  Base ที่มีการกระจายตัวในเลือดมากบางชนิด เช่น Imipramine มีค่า C/P ratio น้อยกว่า 2 มียาที่เป็นกรดหรือเบสที่มีการกระจายตัวในเลือดน้อย และมีค่า C/P ratio เกิน 2 เช่น propranotol และ triazolam สำหรับยา Trimipramine และ Amitriptyline ไม่มีความสัมพันธ์ของค่า C/P ratio เลย ทั้งที่ตรวจพบความเข้มข้นของยาจากเลือดส่วน peripheral  ในระดับเป็นพิษหรือระดับเพื่อการรักษา ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่า C/P ratio ได้แก่ ชนิดของยา ปริมาณการกระจายตัวของยาในเลือด  ระดับความเข้มข้น  ค่าการจับโปรตีน (protein binding) ค่า pKa  และระยะเวลาตั้งแต่เสียชีวิตจนกระทั่งผ่าชันสูตร

 

Distribution/redistribution phemonena

 

                จากการศึกษาพบว่า เมื่อเก็บเลือดจากบริเวณต่าง ๆ กันภายหลังการตาย จะตรวจพบความเข้มข้นของยาที่ต่างกัน (Site dependent) ความแตกต่างนี้ขึ้นกับความไม่สมบูรณ์ของการแพร่ของยาหรือสารพิษ ณ เวลาที่ตาย รวมทั้งกระบวนการกระจายตัวกลับของยาจากระดับเซลล์กลับเข้าหลอดเลือดภายหลัง ตาย (Postmortem Redistribution) โดยอาจแพร่แบบ passive (Passive Diffuse)หรือกระจายตัวตามเส้นเลือดจากอวัยวะหลักที่เป็นแหล่งเก็บเลือดสำคัญ ซึ่งการกระจายตัวไปตามเส้นเลือดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของของเหลวที่เหลือ อยู่ในเลือดภายหลังตาย
                 ช่วงเวลาก่อนการเสียชีวิต เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ใช้ในการอธิบายกระบวนการกระจายตัวกลับ (Redistribution phenomena) นั่นคืออัตราส่วน   ระหว่างความเข้มข้นของยาในเลือดเมื่อเทียบกับเนื้อเยื่อ  ในช่วงการกระจายของยา ความเข้มข้นของยาในเส้นเลือดแดงจะสูงกว่าในเส้นเลือดตำ ยกตัวอย่าง เช่น Amitriptyline พบว่า           ในช่วงดูดซึมและกระจายตัว (Absorption/Distribution phase) จะมีความเข้มข้นยาในเส้นเลือดแดงมากกว่าในเส้นเลือดดำถึง 4 เท่าหรือยา Diazepam และ Lidocaine         มีความแตกต่างของยาในเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำมากกว่า 2 เท่า และพบได้นานกว่า 60 นาทีหลังได้รับยา
                การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของยาในเลือด ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยานั้น ๆ ซึ่งพบว่า ยาที่มีปริมาณการกระจายตัวในเลือดมากกว่า 3 l/kg และกระจาย          สู่เนื้อเยื่อและของเหลวรอบเซล (Extra Cellular fluid) จะเป็นการชี้ว่าน่าจะเกิดการกระจายกลับสู่เลือดหลังตาย (postrnostem redistribution)   นอกจากนี้                       ยาที่มีค่า C/P Ratio สูงเชื่อว่าจะเกิดการกระจายกลับสู่เลือดหลังตายมาก

 

                 การหลั่งออกหรือการกระจายตัวออกของยาจากอวัยวะในร่างกาย (Solid Organ) เข้าสู่เลือดภายหลังกายตายพบได้ในยาหลายชนิด เช่น กรณีการตาย              ที่เกิดจาก Methamphetamine  พบว่าความเข้มข้นของ Methamphetamine และ amphetamine ในเลือดภายในหัวใจมีมากกว่าในเนื้อเยื่อ จากกล้ามเนื้อหัวใจ                  ซึ่งสรุปได้ว่า Methamphetamine มีการกระจายตัวระหว่างกล้ามเนื้อหัวใจและเลือดภายหลังตาย  ปอด กล้ามเนื้อ ตับ การสะสมของยาในกระเพาะปัสสาวะและ              กระเพาะอาหารเป็นแหล่งในการกระจายของสารกลับสู่เลือดภายหลังการตาย 
                แต่ในการศึกษาการกระจายของสารกลับสู่เลือดภายหลังการตาย โดยใช้ human cadaver model  โดยใช้ยา amitriptyline, paracetamol และ                  lithium carbamate ซึ่งพบว่าจะมีการสะสมที่ตับและปอดในความเข้มข้นสูงนั้น พบว่ามีการกระจายไปที่น้ำดีจากถุงน้ำดี เลือดที่หัวใจและเส้นเลือดแดงใหญ่ ในความ            เข้มข้มน้อยกว่ามาก การกระจายกลับของ ethanol จากกระเพาะอาหารสู่เลือด ก็ไม่เป็นปัญหาในการวิเคราะห์ alcohol จากการศึกษากระเพาะอาหาร(intact stomach)           ที่มี 10% ethanol 400 ml พบว่ามีการปนเปื้อนเข้าสู่ femoral vein เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามในกรณีบาดเจ็บรุนแรงจากการกระแทก ทำให้อวัยวะภายในฉีกขาด             โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเพาะอาหารจะมีผลเสริมการกระจายหลังตายของยาหรือสารต่าง ๆ ได้

 

                ระยะเวลาภายหลังการตายจนถึงเวลาตรวจพิสูจน์ศพ มีผลการกระทบน้อยมากต่อการกระจายหลังตายของยาหรือสารต่าง ๆ จากผลการศึกษาเชื่อว่าการการกระจายหลังตายจะเกิดขึ้นทันทีในช่วงสั้น ๆ หลังตายเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้นเท่านั้น เท่านั้นเท่านั้น

 

 
 ---------------------------------


  โดย พันตำรวจตรีหญิง ธีรินทร์  สินไชย ภบ.,
       เภสัชกร (สบ2) กลุ่มงานพิษวิทยา สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ