ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

พิษหมึกบลูริงและปักเป้า

ในช่วงเดือนกันยายน 2545 ท่านผู้อ่านหลายท่านคงทราบข่าว เตือนอันตรายห้ามไม่ให้ประชาชนนำหมึกชนิดหนึ่ง สายพันธุ์ที่เรียกว่า "บลูริง" มาเลี้ยงเพราะเป็นสัตว์อันตราย มีพิษร้ายกว่างูเห่า ผู้ที่ถูกกัดจะตายใน 2-3 นาที และเดือนต่อมาก็มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับอันตรายจากการที่มีผู้บริโภค "ปลาเนื้อไก่" ซึ่งเป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของ          "ปลาปักเป้า" จนได้รับพิษและถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาหลายคน

ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก ที่สัตว์คนละชนิด คนละประเภทกัน อย่างหนึ่งเลี้ยงไว้ดูเล่น อีกอย่างบางคนใช้เป็นอาหาร แต่มาเป็นข่าวในเวลาใกล้เคียงกัน และที่สำคัญพิษร้ายของสัตว์สองชนิดนี้กลับเป็นพิษชนิดเดียวกัน คือ เทโทรโดทอกซิน หรือทีทีเอ็กซ์ (Tetrodotoxin ; TTX) ซึ่งเป็นพิษที่อันตราย หากมนุษย์ได้รับเข้าไปอาจถึงตายได้

 สำหรับหมึกบลูริง (blue-ringed octopuses) นั้น ตามหลักวิชาการแล้วไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มปลา แต่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับหอย  หมึกบลูริงจะต่างกับหมึกทั่วไปตรงที่มีลวดลายเป็นวงแหวนสีน้ำเงิน กระจายตามลำตัวและหนวด ซึ่งตัดกับสีตัวที่ออกเป็นสีเหลืองน้ำตาลอย่างชัดเจน ตัวเต็มวัยมีขนาดตัวประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร และหนวดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร  ด้วยความที่หมึกชนิดนี้มีสีสวยงาม และขนาดไม่ใหญ่โตนักจึงเป็นที่นิยมเลี้ยงในสหรัฐและยุโรปรวมทั้งประเทศไทย พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดคือ หมึกวงแหวนน้ำเงินใหญ่ (Greater blue-ringed octopus ; Hapalochlaena  lunulata ) เพราะมีวงแหวนขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มิลลิเมตร) เลี้ยงง่าย ราคาไม่แพง                ตัวละประมาณ 30 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณพันกว่าบาทไทย ประเทศที่ส่งออกมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย เพราะหมึกชนิดนี้มีถิ่นอาศัยแถบตอนเหนือของออสเตรเลีย เรื่อยมาถึง   ปาปัว   นิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากหมึกพันธุ์นี้แล้ว ยังมีอีกสามสายพันธุ์ คือ หมึกวงแหวนน้ำเงินเล็ก (Lesser blue-ringed octopus ;   H. maculosa ) หมึกวงแหวนน้ำเงิน (Blue-ringed octopus ; H. fasciata ) ทั้งสองชนิดนี้พบทางตอนใต้และตะวันออกของออสเตรเลีย  ส่วนชนิดสุดท้ายคือ H. nierstraszi      พบเฉพาะแถบอ่าวเบงกอลเท่านั้น

หมึกบลูริงจะล่าสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร โดยใช้หนวดดึงเหยื่อเข้ามาแล้วกัด จากนั้นจะปล่อยพิษที่เก็บอยู่ในต่อมน้ำลายออกมาสังหารเหยื่อ  พิษของหมึกบลูริงเดิมเรียกว่า มาคูโลทอกซิน (maculotoxin) ตามชื่อสายพันธุ์ที่นำพิษมาศึกษา ต่อมาพบว่าเป็นพิษชนิดเดียวกับเทโทรโดทอกซินที่พบในปักเป้านั่นเอง พิษนี้เป็นพิษประเภททำลายระบบประสาท ทำให้เหยื่อตายหรือเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ หากเป็นมนุษย์เมื่อถูกกัดจะเป็นอันตรายมากเหมือนกับการฉีดพิษนี้เข้า เส้นเลือดโดยตรง พิษจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วซึ่งเร็วกว่าเร็วกว่าการกินเนื้อปลาปักเป้า ทำให้เสียชีวิตได้ กลุ่มมนุษย์ที่ได้รับอันตรายจากหมึกเหล่านี้มักเป็นพวกนักดำน้ำ ที่ไปเจอหมึกที่มีสีสันสวยงามแล้วไปจับต้องทำให้หมึกตกใจกัดเอา โชคดีที่น่านน้ำทะเลไทยที่นักดำน้ำชื่นชอบไม่ใช่ถิ่นอาศัยของหมึกพิษพวกนี้ อีกกรณีคือพวกที่นำหมึกชนิดนี้มาเลี้ยงในตู้ เพราะทั้งการให้อาหารหรือเมื่อล้างตู้ ล้วนเสี่ยงต่อการถูกกัดได้ สำหรับอุบัติการณ์การได้รับพิษจากหมึกบลูริงเท่าที่ศึกษามายังไม่พบมีการ บันทึกเป็นหลักฐานแต่อย่างใด อนึ่งการที่สังคมไทยมีค่านิยมชอบนำสัตว์แปลกๆมาเลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศบางชนิดนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว บางชนิดยังอาจก่อให้เกิดปัญหา "การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ได้
สำหรับปักเป้านั้นจัดเป็นปลาในอันดับ (Order) Tetraodontiformes ซึ่งชื่อพิษของมัน Tetrodotoxin ก็มาจากชื่ออันดับของมันนั่นเอง ในประเทศไทยเท่าที่มีการสำรวจพบปลาปักเป้า 33 ชนิด แบ่งได้ 2 วงศ์ (Family) คือ Diodontidae (porcupine fish) หรือวงศ์ของปักเป้าหนามทุเรียน พวกนี้ลำตัวมีหนามแหลมยาว มีฟันคล้ายจงอยนก 2 ซี่ ปลาในวงศ์นี้มีพิษแทบทุกส่วนไม่เหมาะที่จะนำมาทำอาหาร ส่วนอีกวงศ์คือ Tetraodontidae (Puffers) หรือวงศ์ของปักเป้าหนังเรียบ พวกนี้มีหนามเล็กๆ  ไม่มีเกล็ด ได้แก่ ปักเป้าเหลือง (Chonerhinus naritus)  ปักเป้าเขียว (C. modestus) ปักเป้าเสือ (Takifugu rubripes) เป็นต้น ปักเป้าในวงศ์นี้บางชนิดสามารถนำมาทำอาหารได้ อย่างไร ก็ตาม เคยมีการศึกษาถึงปริมาณพิษสะสมในปักเป้าไทย 2 สายพันธุ์ พบว่ามีพิษสะสมมากที่สุดบริเวณผิวหนัง ไข่ กล้ามเนื้อ ตับและลำไส้ ตามลำดับ ดังนั้นการบริโภคปลาชนิดนี้จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

อุบัติการณ์การได้รับพิษจากปักเป้าในไทยพบได้ไม่บ่อยนัก ทั้งนี้เพราะคนไทยไม่นิยมการบริโภคเนื้อปักเป้า ผู้ได้รับพิษส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่จับปลาได้และไม่รู้ว่าปลาชนิดนี้  มีพิษ หรือไม่รู้จักวิธีการปรุงที่ถูกต้อง เมื่อนำไปรับประทานจึงเกิดอาการพิษหรือเสียชีวิตขึ้น ด้วยเหตุที่ปักเป้าไม่ได้รับความนิยมในการบริโภคและการคัดแยกว่าปักเป้าชนิด ใดรับประทานได้ ชนิดใดมีพิษรับประทานไม่ได้นั้นทำได้ยาก ต้องใช้ผู้ชำนาญ เหล่านี้ทำให้ปักเป้าเป็นปลาที่ไม่มีราคา ชาวประมงที่จับได้มักโยนทิ้งหรือขายเป็น "ปลาไก่"         (หมายถึงปลาที่ไม่มีราคา ใช้นำไปทำปลาป่นเป็นอาหารสัตว์) จึงเกิดกระบวนการแปรรูปปลาปักเป้าขึ้น โดยนำปักเป้าชนิดที่รับประทานได้ เช่น ปักเป้าเขียวหรือปักเป้าก้นดำ     มาแล่เอาเฉพาะเนื้อบรรจุถุงขายเป็นเนื้อปลาชำแหละเสร็จ แล้วตั้งชื่อให้น่ารับประทานว่า “ปลาเนื้อไก่” ทั้งนี้เพราะรูปร่างและสีสันของชิ้นเนื้อปลามีลักษณะคล้ายเนื้อไก่ สามารถนำไปประกอบอาหารได้สารพัด ทั้งลวกจิ้ม ผัด ทำข้าวต้มปลา สเต็กหรือลูกชิ้นก็ได้ เกี่ยวกับปลาเนื้อไก่นี้ ค่อนข้างอันตรายและไม่ยุติธรรมกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะประการแรก ผู้ซื้อไม่สามารถทราบเลยว่าปลาเนื้อไก่ที่บริโภคนั้นแท้จริงแล้วผลิตจาก เนื้อปลาชนิดใด เมื่อถามผู้ค้ามักได้รับคำตอบว่าเป็นปลานั่นปลานี่เพื่อให้ดูมีราคามากขึ้น  และเมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ก็ไม่มีรายละเอียดเขียนไว้ว่าผลิตจากปลาชนิดใด รูปที่ปรากฏบนถุงก็ดูไม่ออกว่าเป็นปลาอะไร  ประการที่สองกระบวนการผลิตปลาเนื้อไก่เป็นโรงงานเล็ก ๆ ไม่มีระบบควบคุมคุณภาพที่ดี การคัดแยกประเภทปลา การหั่นแล่ปลาและการบรรจุหีบห่อ  จึงทำให้ไม่แน่ใจว่าจะมีชิ้นส่วนของปลาที่มีพิษปะปนมาด้วยหรือไม่ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อปักเป้ารวมทั้งเนื้อปลาชำแหละเสร็จที่ไม่ ทราบแหล่งที่มาว่าผลิตจากปลาชนิดใดจะดีที่สุด


 

ปักเป้าในญี่ปุ่น
ปลาปักเป้าหรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าปลา "ฟูกุ" (fugu) นั้นเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทย แต่ละปีชาวญี่ปุ่นบริโภคปลาชนิดนี้ถึง 20,000 ตันเลยทีเดียว         การปรุงอาหารที่ทำจากปลาฟูกุเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังมาก แต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะเปิดสอบใบประกาศรับรองความสามารถในการเป็นพ่อครัว ฟูกุ                 ซึ่งต้อง  ทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติคือต้องปรุงเองและชิมเองด้วย ถ้าปรุงถูกวิธีและรอดชีวิตจากการทดสอบจึงจะได้ใบประกาศ ซึ่งแต่ละปีมีผู้สอบผ่านเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น  ภัตราคารที่เน้นเฉพาะเมนูฟูกุ เรียกว่า ฟูกุเรียวไต (fugu ryotei ; restaurant specializing in fugu) สังเกตได้ง่ายโดยร้านเหล่านี้มักมีรูปหรือหุ่นจำลองปักเป้าตัวใหญ่ๆ  แขวนอยู่หน้าร้าน ปักเป้าพันธุ์ที่นิยมนำมาปรุงอาหาร คือโทราฟูกุ หรือปักเป้าเสือ (Torafugu ; Tiger puffer ; Takifugu rubripes) เพราะตัวใหญ่เนื้อกรุบเหนียว(shiko shiko) รสชาติดี

 เมนูที่นิยมกันมี 3 ชุด คือ

ชุดฟูกุซาชิ  หรือ ซาซิมิฟูกุ เป็นปลาดิบที่แล่บางพิเศษจัดเรียงบนจานเป็นรูปแบบต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่มักเรียงเป็นวงกลมรอบจาน จิ้มกับซอสเปรี้ยว ปองสึ (ponzu)                 กินแกล้มกับหอมและหัวผักกาดดอง ชุดนี้ราคาประมาณ 3,000 – 6,000 เยน (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 35 บาทต่อ 100 เยน) 

ชุดฟูกุจิริ (fugu-chiri) เมนูนี้คล้ายกับจิ้มจุ่มบ้านเรา แต่ใช้เนื้อปักเป้าลวกในหม้อที่ใส่เห็ด เต้าหู้ญี่ปุ่น (tofu) แครอท กะหล่ำจีน โรยหน้าด้วยใบเบญจมาสญี่ปุ่น กินกับ              ฟูกุโซซุอิ (fugu zosui) เป็นข้าวไข่ตุ๋นปรุงด้วยปองสึและน้ำฟูกุจิริเคี่ยว  และมิซูตากิ (mizutaki) หรือเนื้อฟูกุต้ม ชุดนี้สามรายการราคาประมาณ 10,000 เยน

ชุดฟูกุ โน อะรายากิ (fugu no arayaki)  หรือหัวปลาย่าง ซึ่งอร่อยตรงแก้มปลาที่ให้รสชาติหวานมัน กินกับข้าวญี่ปุ่น และน้ำจิ้มหวาน ชุดนี้ราคาประมาณ 3,800 เยน

ส่วนที่ทำเป็นเครื่องดื่มคือ ฮิเรสาเก (hirezake) เป็นครีบฟูกุซอยและปิ้งจนหอมแล้วอุ่นในสาเกร้อน ๆ  นอกจากนี้บางร้านยังจำหน่าย ชิราโกะ (shirako) หรือน้ำเชื้อฟูกุ           ซึ่งจะใส่ในช้อนเล็ก ๆ กินกับสาเกร้อน ๆ  ใช้เป็นยาบำรุงทางเพศ

ด้วยความที่ฟูกุเป็นที่นิยมบริโภคในญี่ปุ่น ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่แต่ละปี ชาวญี่ปุ่นได้รับพิษจากการรับประทานปลาปักเป้าเป็นร้อยรายต่อปี และร้อยละ 50 เสียชีวิตแม้นำ       ส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาทันที
 
  
     
    
  พิษและกลไกการเกิดพิษ

เทโทรโดทอกซินที่พบทั้งในหมึกบลูริงและปักเป้าไม่ได้ สร้างจากตัวมันเอง ทั้งนี้เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่มียีนที่ควบคุมการสร้างพิษนี้ มีการศึกษาพบว่าพิษนี้สร้างจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น แบคทีเรียในวงศ์Vibrionaceae, Pseudomanas sp. หรือ Photobacterium phosphorium  ที่อาศัยอยู่ในตัวสัตว์แบบพึ่งพา(symbiosis) กล่าวคือแบคทีเรียอาศัยตัวปลาและหมึกเป็นที่อยู่และแหล่งอาหาร  ส่วนสัตว์ได้พิษจากแบคทีเรียไว้เป็นอาวุธป้องกันตัวและล่าเหยื่อ เทโทรโดทอกซินเป็นพิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ขนาดที่มนุษย์รับประทานแล้วเสียชีวิตได้คือประมาณ  1 มิลลิกรัม พิษนี้เป็นอัลคาลอยด์ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและทนกรดได้ดี ละลายน้ำได้ ดังนั้นการ  นำชิ้นส่วนปักเป้าที่มีพิษไปต้มหรือใช้ความร้อนปรุงอาหารก็ไม่ได้ช่วยลดหรือ ทำลายพิษ แต่พบว่าพิษนี้ถูกทำลายได้ในสภาวะที่เป็นด่าง  
    
  กลไกการเกิดพิษเกิดจาก หมู่กัวนิดิเนียม (Guanidinium ion) ของพิษปักเป้า ซึ่งเป็นหมู่ประจุบวกที่มีลักษณะคล้าย ไฮเดรทโซเดียมไอออน (hydrate Na+ ion) ทำให้ สามารถเข้าจับกับกับเปปไตด์กลูตาเมทของตัวรับ a subunit ของ Na+Channels  ได้ โดยเฉพาะการจับนี้ค่อนข้างแน่นมาก (Kd = 10-10 nM)  ซึ่งปกติแล้วไฮเดรทโซเดียมไอออนจะจับกับตัวรับและปล่อยในเวลาเป็นนาโน วินาที  แต่พิษปักเป้านี้เมื่อจับกับตัวรับจะปล่อยในเวลามากกว่า 10 วินาทีขึ้นไป และเมื่อจับแล้วจะเหนี่ยวนำให้เปปไตด์เปลี่ยนรูปร่าง (conformation change) จนทำให้ไฮเดรทโซเดียมไอออนไม่สามารถเคลื่อนผ่านเข้าออก Channels ได้อีก ส่งผลให้การนำส่งสัญญาณประสาทหยุดชะงัก   ทั่วร่างกายทั้งระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ส่วนปลาย (PNS) และกล้ามเนื้อหัวใจเกิดอาการพิษขึ้น

 
อาการของผู้ได้รับพิษปักเป้าหรือหมึกบลูริง
 
อาการพิษจะปรากฎขึ้นหลังรับประทานปักเป้าเข้าไปภายใน 15 นาทีถึงเป็นชั่วโมง แต่พิษที่เกิดจากหมึกบลูริงกัดจะเกิดเร็วภายใน 5 นาทีหลังถูกกัด โดยเริ่มจากชาบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ต่อมาชาบริเวณใบหน้า แขนขาและเป็นตะคริวในที่สุด  น้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการท้องเสียร่วมกับปวดท้อง ซึ่งอาการปวดท้องจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ                จากนั้นกล้ามเนื้อจะเริ่มทำงานผิดปกติ อ่อนแรง  เริ่มหายใจตื้น (ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย) พูดลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ และ         จะเป็นอัมพาตภายใน 4 – 24 ชั่วโมง ต่อมากล้ามเนื้อช่วยหายใจจะเป็นอัมพาต หัวใจเริ่มทำงานผิดปกติ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำร่วมกับการเต้นของหัวใจผิดปกติ ในผู้ป่วย ที่ได้รับพิษมาก ระบบประสาทส่วนกลางจะไม่ทำงาน โคม่า และเกิดการชักขึ้น จะโคม่า ม่านตาไม่ตอบสนอง มีการหยุดหายใจ และไม่พบรีเฟล็กซ์ที่ก้านสมอง (ไม่พบ Deep tendon reflexes)  ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 4 – 6 ชั่วโมง โดยพบว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้อช่วยหายใจไม่ทำงาน  จากสถิติพบว่าแม้ให้การรักษาในโรงพยาบาลอย่างดี       ผู้ป่วยที่ได้รับพิษเทโทรโดทอกซินมีอัตราตายสูงถึง 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ การพยากรณ์โรคถ้าผู้ป่วยยังมีชีวิตรอดหลังได้รับพิษแล้ว 24 ชั่วโมง พยากรณ์ว่ามีอัตรา   การรอดชีวิตสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

การปฐมพยาบาล
สำหรับผู้ที่ได้รับพิษจากหมึกบลูริง ควรทำการปฐมพยาบาลในทันทีหลังถูกกัด โดยใช้เทคนิคการกดรัดและตรึงอวัยวะส่วนนั้นไม่ให้เคลื่อนไหว (Pressure-Immobilisation Technique) ทั้งนี้เพื่อให้พิษไม่แพร่กระจายเข้าระบบไหลเวียนโลหิต โดยใช้ผ้าพันจากอวัยวะส่วนปลายไล่มาจนถึงบริเวณเหนือแผลที่ถูกกัด ถ้าเป็นบริเวณแขนหรือขาให้        ใช้วัสดุไม้ดามไว้ด้วย ถ้าถูกกัดบริเวณลำตัว ในกรณีที่พันได้ให้พันด้วยแต่อย่าให้แน่น จนทำให้หายใจลำบาก และไม่ควรกรีดปากแผลที่ถูกกัดเพราะจะทำให้พิษกระจายมากขึ้นเทคนิคนี้เป็นการ ซื้อเวลา (Buying time) ก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล สำหรับผู้ที่รับประทานปักเป้าพิษนั้น ให้นำส่งโรงพยาบาลทันที
  
    
  เอกสารอ้างอิงและเอกสารอ่านเพิ่มเติม
1. Caldwell R. ; Death in a Pretty Package; The Blue-Ringed Octopuses. [Machine readable data file]. Available at: http://www.dal.ca/~cept/TCP/bluering1.html. Accessed 2002.

2. San Diego Department of Environmental Health, FDA: Tetrodotoxin poisoning assosiated with eating puffer fish transported from Japan—California, 1996. MMWR Morbidity and Mortality Weekly Report 1996 May 17; 45(19):389-91.

3. Saitanu K et al. :Toxicity of the freshwater puffer fish Tetraodon fangi and T. palembangensis from Thailand.  Toxicon 1991;29(7):895-7.

4. Johnson J : Tetrodotoxin …an ancient alkaloid from the sea[Machine readable data file]. Available at: http://www.chm.bris.ac.uk/motm/ttx/ttx.htm. Accessed December 1999.

5. Benzer T : Toxicity, Tetrodotoxin from Emergency Medicine/Toxicology[Machine readable data file]. EMedicine.comWeb Site. Available at: http://www.emedicine.com. Accessed 2001.

6. Tungtananuwat W. ; Puffer Fish Poisoning and Management. Royal Thai Army Medical Journal 2001;54(1):27-30.
 

 

โดย พันตำรวจตรี วิเชียร ตั้งธนานุวัฒน์ ภบ.,กม. และ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มศว.

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ