ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

เสพยาอี อันตรายถึงตายได้ !

ยาอีหรือเอคตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งในกลุ่มแอมเฟตามีนเช่นเดียวกับยาบ้า ที่กำลังเป็นที่นิยมเสพในดาราวัยรุ่น และกลุ่มวัยรุ่น หรือนักท่องราตรี และลุกลามมาถึงนักเรียนนักศึกษา ลูกหลานคนดังคนรวยในกลุ่มชนสังคมชั้นสูง (ไฮโซฯ)ของเมืองไทย  ซึ่งเราสามารถพบเห็นข่าวเกี่ยวกับยาอีได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละ วัน ทั้งการจับกุมผู้ขายหรือทลายปาร์ตี้ยาอีตามแหล่งมั่วสุมต่างๆ เช่นในผับ หอพักนักศึกษาหรือตามห้องพักโรงแรมต่าง ๆ  ทำไมยาอีถึงเป็นที่นิยมในวัยรุ่นไทย และทราบหรือไม่ว่า การเสพยาอียังเป็นอันตรายต่อสุขภาพถึงตายได้

 

ยาอี (MDMA: 3,4-MethyleneDioxyMethAmphetamine) เป็นสารที่ได้จากการจงใจสังเคราะห์ทางเคมี (Designer Drugs) ชนิดหนึ่ง โดยดัดแปลงสูตรโครงสร้างทางเคมีจากสารเดิมคือยาบ้า(Methamphetamine) และ Mescaline ซึ่งถูกควบคุมโดยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ได้สารใหม่ที่มีฤทธิ์เสพติดได้เพื่อมาใช้ทดแทน และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายได้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างทางเคมีของยาอีจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับสารทั้งสอง ข้างต้น ซึ่ง Methamphetamine มีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท ส่วน Mescaline มีฤทธิ์หลอนประสาท  ดังนั้นฤทธิ์ของยาอีจึงมีฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและหลอนประสาทจัดเป็น Hallucinogenic  Amphetamines ตัวหนึ่ง

 

ปาร์ตี้ยาอี หรือ rave party มีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างคือตัววัยรุ่นหรือผู้เสพ ยาอี และเสียงดนตรี วัยรุ่นเหล่านี้เลือกใช้ยาอีเพราะทำให้ไม่เหนื่อย สามารถเต้นได้ทั้งวัน ทั้งคืน นอกจากนี้ยาอียังให้ฤทธิ์เคลิ้มฝันเป็นสุข (Euphoria) ที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ ซึ่งหาไม่ได้ในยาเสพติดชนิดอื่น ยาอีทำให้ผู้เสพมีอารมณ์ร่วมซึ่งกันและกัน สามารถทำให้เข้าใจปัญหาเรื่องกลัดกลุ้มของเพื่อนได้ลึกซึ้งขึ้น    อำนาจของยาทำให้ผู้เสพละทิ้งซึ่งอารมณ์ โกรธ เกลียด รุนแรงลง ลดกำแพงปิดกั้นตัวตนลง สามารถเข้ากันกับเพื่อน ๆ และบุคคลอื่นได้ง่ายขึ้น  และจุดเด่นอย่างหนึ่งของยาอีคือ มีฤทธิ์ในการหลอนประสาทที่เรียกในหมู่นักเสพว่า “bad trip” ในระดับต่ำกว่ายาเสพติดที่ออกฤทธิ์หลอนประสาทชนิดอื่นเช่น LSD     ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เสพไม่ต้องการ เพราะทำให้รู้สึกทรมานและหวาดกลัว (ยาอีจะแสดงฤทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อใช้ยาในขนาดสูงเกินกว่า 200 mg หรือประมาณ 3-4 เม็ดต่อครั้ง)

 

อันตรายและผลไม่พึงประสงค์ของยาอี1

 

แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ

 

   1. ผลไม่พึงประสงค์ที่พบได้ทั่วไป (Minor Adverse Effects)
   2. ผลไม่พึงประสงค์ชนิดเฉียบพลันอันตราย (Serious Acute Adverse Effects)
   3. ผลไม่พึงประสงค์ที่พบในระยะยาว (Long-term Adverse Effects)

 

1. ผลไม่พึงประสงค์ที่พบได้ทั่วไป (Minor Adverse Effects)
เนื่องจากปัจจุบันมียาเสพติดชนิดใหม่ๆเข้ามาสู่ตลาดเรื่อยๆ ผู้ขายยาอีมักโฆษณาสรรพคุณของยาอีในแง่เป็น “Clean drug“ ( no side effect ) ซึ่งหมายถึงไม่มีอาการข้างเคียงเลยหรือถ้ามีก็น้อยกว่ายาชนิดอื่น แต่จากรายงานทางการแพทย์พบว่า ข้อมูลของผู้ขายขัดแย้งกับความเป็นจริงมาก พบอาการข้างเคียงมากมาย เช่นม่านตาขยาย    ทำ ให้สายตาสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปากแห้ง ปวดท้อง ท้องเดิน เหงื่อออกมาก ใจสั่น และโดยเฉพาะอาการขบกัดฟัน2 (Bruxism) และขากรรไกรแข็ง (Trismus)    เรามักพบเสมอว่าพวกที่เสพยาอีมักชอบเคี้ยวหมากฝรั่งด้วยเพื่อลดความรำคาญที่ เกิดจากฤทธิ์ข้างเคียงนี้ บางรายพบอาการขบกัดฟันเป็นชั่วโมงแต่หลายรายที่เป็นมากนานเป็นวัน ๆ ก็มี ซึ่งมีการวิจัยพบว่าผู้ที่ใช้ยาอีเป็นประจำ3 มีอัตราการสึกกร่อนของฟันสูงกว่าในคนที่ไม่ได้ใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญ

 

2. ผลไม่พึงประสงค์ชนิดเฉียบพลันอันตราย (Serious Acute Adverse Effects)
เกิด “bad trip” หรือ “Unpleasant hallucination” ซึ่งเป็นฤทธิ์หลอนประสาทที่ผู้เสพไม่ต้องการ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดภาวะเลือดออกในสมอง เจ็บหน้าอก (เจ็บหัวใจ) อย่างรุนแรง ปวดเกร็งท้องรุนแรง  สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจทำให้ผู้เสพยาอีตายได้เกิดขึ้นเมื่อใช้ยา เกินขนาดหรือ  ผู้เสพออกกำลังหรือเต้นเป็นเวลานาน บวกกับสภาพอากาศร้อนจนร่างกายเกิดภาวะ overexercise ระดับสารสื่อซีโรโตนินในสมองจะลดต่ำลงจนศูนย์ควบคุมความร้อนเสียไป ผลที่ตามมาก็คือจะเกิดภาวะไข้ขึ้นสูงตัวร้อนจัด (hyperthermia)4,5 ซึ่งบางครั้งอุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 46.1 C0   6 อาจเกิดการชักและสมองตายได้ และพบบ่อยครั้งมีอาการภาวะกล้ามเนื้อลายสลายตัว (Rhabdomyolysis)  ร่วมกับภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบกระจัดกระจายทั่วร่าง (Disseminated  intravascular coagulation) ซึ่งอาการเหล่านี้นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน(acute renal failure)7,8 เนื่องจากการสะสมของเสีย(myoglobin)ที่เกิดจากกล้ามเนื้อลายสลายตัวนั้นเอง  รวมทั้งอาจทำให้เกิดภาวะที่เป็นพิษต่อตับจนถึงอาการตับวาย  ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนทำให้ผู้เสพถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น
  
     
  อันตรายจากการที่กล้ามเนื้อลายสลายตัว เป็นภัยเงียบ ! การวินิจฉัยทำได้ยาก ทั้งนี้เพราะผู้เสพมักปิดบังข้อมูลการเสพและทั้งผู้เสพและแพทย์เองอาจคิดว่า เป็นแค่อาการ       ปวดกล้ามเนื้อธรรมดา  ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตรงกับโรคอย่างทันท่วงทีทำให้เกิด ไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ในที่สุด  มีรายงานในอิตาลีพบว่าเมื่อตรวจ  ชิ้นเนื้อศพผู้เสียชีวิตจากการเสพยาอีพบร่องรอยการแข็งตัวของเลือดในหลอด เลือดแบบกระจัดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเกิดจากพิษของยาอีนั่นเอง

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานการเสียชีวิตจากการใช้ยาอีอีกมากมายทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เดนมาร์ก
อิตาลี เนเธอร์แลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านี้ล้วนมีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงร่วมด้วยอย่างน้อย 2 ใน 5 อย่าง(Hypertension, Rhabdomyolysis, Disseminated  intravascular  coagulation, Renal  failure และ Hepato toxicity)

 


  
  3. ผลไม่พึงประสงค์ที่พบในระยะยาว (Long-term Adverse Effects)

 

จากการศึกษาพบว่ายาอีทำลายระบบประสาทโดยเฉพาะเส้นและปม ประสาทที่สร้างสารสื่อซีโรโดนิน(เป็น neurotoxic serotonergic neuron) ซึ่งมีลักษณะ dose-dependent คือใช้มากก็ถูกทำลายมาก  ในตอนแรกที่เสพยาอี ตัวยาจะเร่งการปลดปล่อยสารสื่อ โดปามีนและซีโรโตนินออกมา ซึ่งโดปามีนจะทำให้เกิดผลทาง reinforcing effect           คือมีการสร้างความทรงจำถึงผลดีของยาทำให้ติดใจและอยากใช้ใหม่ ต่อไปจะเป็นผลจากการที่สารสื่อเคมีเหือดแห้งไป ซึ่งการที่ซีโรโตนินลดน้อยลง จะส่งผลให้เกิดอาการ    ขาดยาทางใจ คือมีอาการเบื่อหน่าย ซึมเศร้าคล้ายกับป่วยเป็นโรคซึมเศร้า  ปัญหาระยะยาวของยาอีคือพบว่าคนไข้บางคนมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าจะหยุดใช้ยา   เป็นเวลานานหลายปีแล้ว แสดงให้เห็นว่าการลดระดับของซีโรโทนินเป็นการลดอย่างถาวร การศึกษาในหนูทดลองพบว่า ยาอีทำให้เส้นประสาทที่สร้างซีโรโตนินถูกทำลาย   ส่วนยาบ้าทำลายทั้งเส้นประสาทที่สร้างซีโรโตนิน และโดปามีน ส่งผลถึงการนำกระแสประสาทในสมองผิดปกติ

 

จากการศึกษาในลิง Squirrel monkey ที่ได้รับยาอีในขนาดเดียวกับมนุษย์ พบว่าบางส่วนของสมอง เช่นส่วนที่เกี่ยวกับความจำและการเรียนรู้ เส้นประสาทซีโรโตนินที่ถูกทำลายไม่สามารถฟื้นสภาพเจริญขึ้นใหม่(regrown)ได้ แต่ในส่วนอื่นเช่นส่วนที่ควบคุมการนอนหลับ ความหิว เส้นประสาทที่ถูกทำลายสามารถฟื้นเจริญขึ้นใหม่ได้ แต่เจริญผิดปกติ มีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่งผลให้มีสารสื่อซีโรโทนินหลั่งออกมามากกว่าปกติ (overabundance) ซึ่งเส้นประสาทที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้ไม่สามารถต่อเชื่อมกับเส้นประสาท อื่นได้ หรือต่อเชื่อมได้แต่ผิดบริเวณ และที่สำคัญการเชื่อมที่ผิด ๆ นี้เป็นการเชื่อมอย่างถาวร เป็นผลให้ความสามารถในการรับรู้ของสมองลดลง อารมณ์แปรเปลี่ยน การเรียนรู้และความจำ รวมทั้งระบบควบคุมฮอร์โมนผิดปกติ  สรุปว่า เมื่อใช้ยาอีเป็นระยะเวลานาน ๆ ติดต่อกัน สมองบางส่วนปลดปล่อยซีโรโทนินออกมาน้อยผิดปกติเพราะเส้นประสาทถูกทำลายไป เกือบหมด ในขณะที่สมองบางส่วนปลดปล่อยซีโรโตนินออกมามากผิดปกติ เพราะเส้นประสาทที่เจริญขึ้นใหม่มีกิ่งก้านสาขามากผิดปกติ 

 

------------------------  
 

โดย พันตำรวจตรี วิเชียร ตั้งธนานุวัฒน์ ภบ.,กม. และ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มศว.

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ