ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

การตรวจทางห้องปฏิบัติการในคดีความผิดทางเพศ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการในคดีความผิดทางเพศ  มีการตรวจดังนี้

 1. การตรวจหาตำแหน่งของคราบ คราบที่ปรากฏบริเวณเสื้อผ้าที่มีสำดำหรือสีเข้มนั้น อาจมองด้วยตาเปล่า ไม่เห็นว่าอยู่ที่ตำแหน่งใด การตรวจหาตำแหน่งของคราบในกรณีนี้ต้องใช้แสงอุลตราไวโอเล็ต (Ultraviolet lamp) ส่องในห้องมืด จะทำให้มองเห็นบริเวณที่มีคราบติดอยู่ปรากฏชัดเจนต่างจากบริเวณอื่น 

 

 2.  การตรวจคราบอสุจิโดยหาตัวอสุจิ,น้ำอสุจิ

การตรวจคราบอสุจิ
วัตถุพยานในคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นคดีความผิดทางเพศ ที่สำคัญ คือน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นน้ำหลั่งจากอวัยวะเพศชาย จากการร่วมประเวณี หรือกระตุ้นให้เคลื่อนออกมา มีลักษณะเป็นน้ำเหนียวที่ขาวขุ่น  สร้างขึ้นโดยต่อมลูกหมาก  (Prostate gland)   Seminal vesicles  และ  Bulbourethal  โดยมี Testes เป็นตัวสร้างตัวอสุจิผสมออกมา (1) ในคนปกติน้ำอสุจิหลั่งออกมาครั้งละประมาณ  3.5 มิลลิลิตร และมีตัวอสุจิจำนวนประมาณ 60 ล้าน/มิลลิลิตร  โดยมีน้ำอสุจิ (semen หรือ seminal fluid )ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำ ( seminal plasma ) และส่วนที่เป็นเนื้อ คือ ตัวอสุจิ (sperm)

การตรวจว่าเป็นน้ำอสุจิหรือไม่

 การตรวจหาตัวอสุจิเพื่อยืนยันว่ามีการร่วมประเวณีหรือไม่  กรณีมีการร่วมประเวณีใหม่ๆ สามารถตรวจพบตัวอสุจิที่กำลังเคลื่อนไหวได้    แต่ส่วนใหญ่ผู้เสียหายมักจะมาตรวจร่างกายหลังการร่วมประเวณีนานมากกว่า 1 วัน    ดังนั้นจึงไม่พบตัวอสุจิที่เคลื่อนไหว  การตรวจก็ดูเพียงว่ามีตัวอสุจิหรือไม่  ถ้ามีก็แสดงว่าผ่านการร่วมประเวณีมาจริง      โดยทั่วไปแล้วการตรวจตัวอสุจิอาจพบได้นานถึง 3วัน  แต่จากรายงานการวิจัยบางฉบับสามารถตรวจพบตัวอสุจิได้นานถึง 2 สัปดาห์

การตรวจดูตัวอสุจิโดยการย้อมสีดูลักษณะทั่วไปของตัวอสุจิ   ซึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน  คือ ส่วนหัวและส่วนหาง  ส่วนหัวยังมีนิวเคลียสที่สามารถนำมาตรวจพิสูจน์ตัวบุคคลได้  อย่างไรก็ตามมีคดีข่มขืนกระทำชำเราเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถตรวจพบตัวอสุจิ ได้   เนื่องจากผู้ชายที่ข่มขืนเป็นหมันหรือผ่านการทำหมัน      ดังนั้นการตรวจว่าเป็นคราบอสุจิหรือไม่จึงต้องใช้การตรวจทางเคมีเพื่อหาส่วน ประกอบของน้ำอสุจิ

รูปร่างของตัวอสุจิมนุษย์  ที่ลักษณะที่ประกอบด้วยส่วนหัวซึ่งเป็นรูปรีแบนกว้างประมาณ  2-3 ไมครอน ยาวประ มาณ 3-6 ไมครอน                   ในกล้องจุลทรรศน์ทางด้านแบนจะมองเห็นหัวเป็นรูปรีคล้ายรูปไข่ ถ้าหัวอสุจิตั้งทางข้างๆจะมองเห็น เป็นรูปเรียวปลายหัวแหลม ต่อจากหัวก็เป็นส่วนลำตัวยาวประมาณ 5-9 ไมครอน กว้าง 1 ไมครอน เป็นแท่งยาวลงมา และต่อกับส่วนหางซึ่งเป็นเส้นยาว 40-50  ไมครอนหางจะทำหน้าที่โบกให้ตัวอสุจิเคลื่อนไหวไปได้นาทีละ 3-4 มม. ในน้ำอสุจิ 1 ลบ.ซม.จะมีตัวอสุจิประมาณ 60-100 ล้านตัว ในคนปกติ
ดังนั้นการตรวจตัวอสุจิจึงเอาของเหลวที่สงสัยไปส่องกล้องจุลทรรศน์  ถ้าพบตัวอสุจิก็แสดงว่าของเหลวนั้นมีน้ำ อสุจิอยู่

คราบอสุจิที่ติดตามเสื้อผ้าหรือก้อนสำลีนั้น ถ้ามีตัวอสุจิติดอยู่ด้วย  ก็ต้องมีวิธีที่จะสกัดตัวอสุจิออกจากคราบดังกล่าว โดยใช้เศษผ้าที่ติดคราบหรือสำลีที่ติดคราบแช่ลงไปในน้ำยาแอมโมเนียไฮดรอก ไซด์ (NH4OH) โดยตัดผ้าหรือ สำลีเฉพาะส่วนที่ติดคราบออกมาเป็นเศษเล็ก ๆ แช่ทิ้งไว้จนน้ำยาขุ่น แล้วเอาเศษผ้าหรือเศษสำลีนั้นออก      นำน้ำยาไปเข้า เครื่องปั่นให้ตกตะกอน ตัวอสุจิถ้ามีอยู่ที่คราบจะหลุดตกรวมกับตะกอน ดูดน้ำส่วนที่ใสเหนือตะกอนทิ้งไป  เอาตะกอนไป เกลี่ยลง     แผ่นกระจกแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง ก่อนการตรวจตัวอสุจิต้องนำแผ่นกระจกนั้นไปย้อมสี เพื่อให้ตัวอสุจิติดสี สีที่ใช้ ย้อมอาจใช้ได้หลายชนิด แต่ชนิดที่เรียกว่าซีมาท้อกซิลิน   อีโอสิน (H.E.) ใช้ได้ดีเมื่อผ่านกรรมวิธีย้อมสีแล้ว  จึงนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ ถ้ามีตัวอสุจิจะเห็นเป็นจุดรีขนาดเล็กติดสีน้ำเงินบริเวณปลายที่ต่อกับหางจะ มีลักษณะเรียวแหลม บางครั้ง อาจเห็นหางยาวติดสีแดง ปลายหัวเห็นเป็นบริเวณใส ๆ อยู่ตอนปลาย นอกจากนี้คราบอสุจิสามารถนำมาตรวจหาหมู่เลือด และเอ็นไซม์ต่าง ๆ ได้     หมู่เลือดที่ให้ในการตรวจ คือหมู่ A.B.O และเอ็นไซม์ที่ควรหาคือ P.O.M (Phospho-glucomutase Phenotypes) อาจนำคราบทีสงสัยจะเป็นอสุจิมาตรวจหา H.L.A.(Human Histocompatibility Leucocyte Antigen) เปรียบเทียบกับH.L.A.ของอสุจิของผู้ต้องหาได้ นอกจากนั้นอาจหาD.N.A. (Desoxyribonucleicacid) จากคราบที่สงสัย เป็นอสุจิในระยะเวลาถึง 1 เดือน เปรียบเทียบกับลักษณะของ D.N.A. จากผู้ต้องหา
              3. การตรวจทางเคมี ส่วนประกอบของน้ำอสุจิ นอกเหนือจากตัวอสุจิแล้วยังมีสารเคมีหลายชนิด การตรวจคราบอสุจิ จึงตรวจหาสารเคมีเหล่านั้น ถ้าพบสารเคมีเหล่านั้นก็แสดงว่าคราบนั้นน่าจะเป็นอสุจิ  การตรวจสารเคมีนี้ไม่ อาจยืนยันได้แน่นอนเหมือนกรณีที่ตรวจพบตัวอสุจิ เพราะสารเคมีดังกล่าวมิได้มีอยู่เฉพาะแต่ในน้ำอสุจิเท่านั้น

              ในน้ำอสุจิมีสารประกอบหลายชนิด เช่น Citric acid   Flavin   เอ็นไซม์แอซิดฟอสฟาเตส  และสารแสดงหมู่เลือด    การตรวจทางเคมีในปัจจุบัน เป็นการตรวจหาเอ็นไซม์แอซิดฟอสฟาเตส ซึ่งมีปริมาณสูงมากในน้ำอสุจิ โดยใช้น้ำยา  alpha – napthyl  phosphate และ Brentamine  Fast Blue B ทำปฏิกิริยากับคราบอสุจิซึ่งจะเกิดตะกอนสีม่วงขึ้นมา  แสดงว่ามีเอ็นไซม์แอซิดฟอสฟาเตสอยู่    แต่เนื่องจากเอ็นไซม์ตัวนี้อยู่ในส่วนอื่นๆ ของร่างกายด้วย เช่น น้ำเมือกของผู้หญิงเองแต่ปริมาณน้อยกว่ามาก  การตรวจใช้การจับเวลาหากเกิดสีม่วงภายใน  60  วินาที    ถือว่าให้ผลบวก คือมีเอ็นไซม์แอซิดฟอสฟาเตสซึ่งสามารถตรวจพบได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 วัน หลังร่วมประเวณี  เมื่อการตรวจให้ผลบวกก็จะสรุปว่าน่าจะเป็นคราบอสุจิ   การจะยืนยันว่าเป็นคราบอสุจิจะต้องตรวจพบตัวอสุจิ   สำหรับในกรณีคนที่เป็นหมัน สามารถยืนยันได้ด้วยการตรวจโปรตีน  P30   ซึ่งสามารถพบได้จากคราบอสุจิที่มีอายุนานถึง 6 เดือน    การตรวจ  P30 ยังสามารถยืนยันได้ว่าเป็นคราบอสุจิของมนุษย์หรือไม่

                                3.1 การตรวจโฆลีน คือการตรวจหาสารโฆลีน (Choline) ซึ่งมีอยู่ในน้ำอสุจิวิธีนี้เป็นวิธีเก่าเรียกว่า  การทดสอบฟลอเรนซ์  (Florence test)              วิธีนี้ใช้วิธีเคมีร่วมกับการตรวจทางกล้องจุลทรรศน์   วิธีการก็คือการละลายคราบ ที่สงสัยลงบนแผ่นกระจกที่สำหรับตรวจทางกล้องจุลทรรศน์แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หยดน้ำยาที่ตรวจหาโฆลีนลงไปข้างๆ บริเวณ ที่มีคราบ ถ้ามีสารโฆลีนจะเกิดผลึกเป็นรูปแท่งเกิดขึ้น ผลึกนี้ต้องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์

ในปัจจุบันวิธีนี้ใช้กันน้อย เพราะมีความไม่แน่นอนอยู่มากและการตรวจก็ไม่ไวพอ การตรวจวิธีนี้ ถ้าให้ผลบวกก็แสดงเพียงว่าคราบนั้นน่าจะเป็นน้ำอสุจิได้

                                3.2  การตรวจหาสารอะศิดฟอสฟาเตส (Acid phosphatase test) สารนี้เป็นเอ็นซัยม์ที่มาจากต่อมลูกหมาก (Prostate gland) และมีอยู่ในน้ำอสุจิเป็นปริมาณสูง ได้มีผู้พยายามดัดแปลงวิธีการตรวจสารนี้อย่างง่าย ๆ โดยใช้ น้ำยา หยดลงไป ในสิ่งที่สงสัยว่าจะเป็นคราบอสุจิ  ถ้ามีอะศิดฟอสฟาเตสปริมาณมากพอจะทำให้เกิดสีขึ้นภายใน เวลาที่กำหนด  ซึ่งการทดสอบดังกล่าวนี้จะถือว่าให้ผลบวก แสดงว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็นคราบอสุจิ

                                เนื่องจากน้ำยาที่ใช้ทดสอบนี้  ต้องใช้ทีละน้อยเพราะมีราคาแพง  สิ่งที่นำมาตรวจต้องแบ่งมาเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น ก้อนสำลีทีป้ายจากบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือป้ายจากภายในช่องคลอดเวลาตรวจ ต้องตัดแบ่งมาเพียงชิ้นเล็ก ๆ ขนาด ปลายนิ้วก้อย

                               สำหรับคราบที่ติตามเสื้อผ้าหรือตามที่ต่าง ๆ เวลานำมาตรวจต้องใช้ก้อนสำลีชิ้นป้ายเอามา หรือถ้าเป็น คราบเก่าที่แห้งมาก เวลานำมาตรวจอาจ           ใช้กระดาษกรองสีขาวชุบน้ำกลั่นแล้วนำไปกดทับบริเวณคราบ เพื่อให้คราบละ ลายติดมาที่กระดาษแล้วจึงตัดกระดาษออกเป็นเศษเล็กนำไปตรวจอีกทีหนึ่ง ในกรณีเช่นนี้ เมื่อหยดน้ำยาลงบนกระดาษ ถ้ามีสารอะศิดฟอสฟาเตสที่กระดาษจะปรากฏสี  (สีแดงหรือม่วงแล้วแต่น้ำยาที่ใช้) ให้เห็นได้ที่กระดาษ

                4. การตรวจว่าเป็นคราบอสุจิของใคร สามารถตรวจได้โดยตรวจหาหมู่เลือดในคราบอสุจิ    เช่นเดียวกับการตรวจหาหมู่เลือดในน้ำลาย  นอกจากนั้นยังตรวจหาหมู่ของเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในน้ำอสุจิได้ด้วย  ปัจจุบันนี้ยังสามารถตรวจสารพันธุกรรม (DNA  TYPING)   จากตัวอสุจิเพื่อเปรียบเทียบกับ ตัวอสุจิ  เลือดหรือเซลล์ อื่น ๆ ของร่างกาย ผู้ต้องสงสัย เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลได้ด้วย

                5. การตรวจเซลล์ของเยื่อบุช่องคลอด เซลล์ของเยื่อบุช่องคลอดนั้นส่วนหนึ่งจะมีลักษณะพิเศษคือมีสารที่เรียกว่า กลัยโคเจน (Glycogen) อยู่ในเซลล์เป็นจำนวนมากและสารนี้เมื่อถูกกับน้ำยาลูกอล (Lugol's solution)  จะเกิดสี  น้ำตาลไหม้หรือสีช็อคโกแล็ต  ดังนั้นแผ่นกระจกที่แตะบริเวณคออวัยวะเพศชายตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ 2.4.2 เมื่อนำ มาตรวจในห้องปฏิบัติการโดยหยดน้ำยาลูกอลลงไป แล้วนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์  ถ้ามีเซลล์ที่มีเม็ดสีช็อกโกแล็ต เป็นจุด ๆ ติดอยู่ในเซลล์ แสดงว่าเซลล์นั้นเป็นเซลล์ที่มีจากเยื่อบุช่องคลอดซึ่งเป็นผลจากการร่วม ประเวณีใหม่ ๆ

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ