ยินดีต้อนรับ

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

  • header1.jpg
  • header2.jpg
  • header3.jpg

You are here:

บทที่ 16 การตายจากสารพิษ

โดย พลตำรวจตรี เลี้ยง  หุยประเสริฐ พบ.,อว.(นิติเวชศาสตร์)
     ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

นอกจากการตายจากบาดแผลต่างๆและการตายจากสภาพทางกายภาพ ต่างๆแล้ว การตายจากสารพิษเป็นการตายทางนิติเวชอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง อุบัติเหตุ   ฆ่าตัวตาย หรือ ถูกฆ่าตาย นอกจากนั้น การใช้ยาบางชนิดซึ่งปกติใช้ในการรักษาพยาบาลแต่เมื่อกินมากเกินไปอาจจะทำให้ เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะยาที่มีปริมาณใช้รักษากับปริมาณที่ทำให้เป็นพิษมีขนาดใกล้เคียงกัน การใช้อาจจะเกิดอันตรายได้มาก

สารพิษอาจจะแบ่งได้เป็น 

              ยาเสพย์ติด
         แอลกอฮอล์
         ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืช
         ยารักษาโรค
         กลุ่มโลหะหนัก
         และสารพิษอื่นๆ
1.ยาเสพย์ติด

กลุ่มฝิ่นและอนุพันธ์ (Opium and Derivatives)
         ฝิ่นได้จากฐานดอกของต้นฝิ่น โดยการกรีดเบาๆไปบนผิวของฐานดอก ยางฝิ่นสีขาวเหมือนน้ำนมจะค่อยๆเยิ้มออกมา ฝิ่นสามารถปลูกได้ในหลายประเทศใน เอเซีย ตั้งแต่เอเซียไมเนอร์ เรื่อยมาถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแหล่งผลิตใหญ่อยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
         ฝิ่น โคเดอิน มอร์ฟีน เฮโรอีน ล้วนเป็นกลุ่มที่มาจากฝิ่น ซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาท ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่กลัวฯลฯ แต่เป็นสารเสพย์ติด
         มอร์ฟีนเป็นอนุพันธ์ของฝิ่น วงการแพทย์เคยใช้รักษาผู้ติดฝิ่น ต่อมาพบว่ามันก็เป็นยาเสพย์ติดอย่างแรงด้วยเช่นกัน
         เฮโรอินถูกผลิตในปี1898 และใช้เป็นยาแก้ปวดที่ได้ผลดีกว่ามอร์ฟีน ต่อมาพบว่ามันเป็นยาเสพย์ติดที่รุนแรงกว่ามอร์ฟีนและฝิ่นมาก เฮโรอินเป็นยาเสพย์ติดประเภท 1 ในประเทศไทย ส่วนฝิ่นกับมอร์ฟีนเป็นประเภท2
         การตรวจศพที่ตายจากใช้สารพวกนี้เกินขนาด การตายจะเกิดจากการกดศูนย์หายใจโดยตรง ศพมักเขียวคล้ำ และอาจพบน้ำเป็นฟองข้นๆออกมาทางปากหรือจมูก แต่ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ ว่ามี การใช้สารพวกนี้ การพิสูจน์คือการตรวจพบ มอร์ฟีน เฮโรอีน หรืออนุพันธ์ของมันในเลือดหรือในปัสสาวะ มอร์ฟีน จะปรากฏในปัสสาวะเร็วมากหลังการเสพ
         ในรายใช้มานานโดยการฉีดจะพบเส้นเลือดดำที่แขนแข็งเป็นแนว อาจพบแผลเป็นของการกรีดข้อมือ การเป็นโรคเอดส์ หรือโรคลิ้นหัวใจอักเสบเรื้อรัง ร่วมด้วย
         ในที่เกิดเหตุอาจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพ เช่น ช้อน หลอดดูดควัน เข็มฉีดยา ฯลฯ ซึ่งอาจใช้ส่งเพื่อตรวจหาสารเสพติดเหล่านี้ได้
 
กลุ่มยาบ้า (Amphetamine and Derivatives)
        แอมเฟตตามีน จัดเป็นยาเสพย์ติดประเภท 1ในประเทศไทย  จากการประชุมต่อต้านยาเสพย์ติดให้โทษที่สหประชาชาติพบว่า ปริมาณคนที่ติดแอมเฟตตามีน   และอนุพันธ์ มีมากเป็นอันดับ2 รองจากการติดกัญชา และมีประมาณ 30ล้านคนทั่วโลก
        สารกลุ่มนี้เป็นสารสังเคราะห์ขึ้นโดยตรง ไม่ได้นำมาจากพืช  และสามารถสังเคราะห์ได้จากสารเคมีหลายชนิดทำให้ควบคุมได้ยาก
         นอกจากนั้นมันยังมีอนุพันธ์อีกมากมายซึ่งมีผลใกล้เคียงกัน เช่นยาอี ยาเลิฟ ยาเคฯลฯ เป็นยากลุ่มที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สามารถทำงานได้นานไม่ง่วงฯลฯ แต่มันเสพติด  และถ้าใช้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานๆมักเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เป็นโรคจิต หรือเกิดอาการชัก หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะและตาย
         การตรวจศพอาจไม่พบความผิดปกติใดๆ นอกจากการตรวจเลือด ปัสสาวะ น้ำดี ตับ กระเพาะอาหาร
         ในที่เกิดเหตุอาจไม่พบอุปกรณ์ใดเนื่องจากในประเทศไทยนิยมใช้เป็นเม็ด แต่ถ้าเสพโดยวิธีอื่น เช่น ฉีด เผาเป็นไอระเหย ก็อาจจะมีเครื่องมือที่ใช้ในการเสพใน ที่เกิดเหตุเช่นกัน
 

โคเคน (Cocaine)
         โคเคนเป็นผลิตภัณฑ์จากต้นโคคา(coca) ใบโคคาจะมีโคเคนประมาณ1.5-2%  ปลูกในบริเวณเทือกเขาในอเมริกาใต้เช่น ในประเทศเปรู และ โบลิเวีย แล้วมาเปลี่ยนเป็นโคเคนในโคลัมเบีย เชื่อว่าในประเทศอเมริกามีคนติดโคเคนประมาณ 5 ล้านคน  ในประเทศไทยจัดเป็นยาเสพย์ติดประเภท2  
         โคเคนเป็นยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง อาจจะใช้วิธี สูด(11%) ฉีด(20%) หรือสูบ(33%)ก็ได้ และใช้ร่วมกับยาเสพย์ติดอื่นๆถึง 53%
         โคเคนมีฤทธิ์ทำให้เกิดเส้นเลือดหดตัว แพทย์เคยใช้ในการผ่าตัดทางหู ตา คอ จมูก เคยพบว่าการสูดโคเคนทำให้เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจหดตัวเกิดหัวใจขาดเลือดได้  การได้ยาเกินขนาดจะตายจาก1.หัวใจเต้นผิดจังหวะจากการที่โคเคนกดกล้ามเนื้อ หัวใจโดยตรง หรือ2.ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตหยุดจากการกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง
         พวกที่ใช้เป็นประจำเป็นเวลานานๆอาจจะทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นชอบความรุนแรงหรือกลายเป็นโรคจิตได้ 
         การตรวจศพมักไม่พบลักษณะจำเพาะใดว่าตายจากโคเคน อาจจะพบผนังโพรงจมูกเกิดเป็นรูๆเนื่องจากเกิดมีการอักเสบในเยื่อจมูกบ่อยๆ  บางรายอาจจะพบกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเลือดออกในสมองด้วย
         โคเคนจะปรากฏในปัสสาวะเร็วมากเช่นกัน ถ้าไม่พบในปัสสาวะก็ไม่พบในเลือดเช่นกัน การเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจหาโคเคนต้องเก็บเป็นพิเศษ คือต้องเจาะเลือดใส่หลอดแก้วที่มีโซเดียมฟลูโอไรด์ และสูโดโคลินเอสเตอเรสอินฮิบิทเตอร์(pseudocholinesterase inhibitor) ใส่สารบัฟเฟอร์จนมีpH5 แล้วส่งตรวจจึงจะพบ  ไม่เช่นนั้นมันจะสลายตัวหมด
         ในที่เกิดเหตุอาจจะพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพ เช่น แผ่นกระจก ช้อนตักยา หลอดสูดยา
 
แอลเอสดี (LSD)
         มีชื่อเต็มว่า Lysergic acid diethylamine  เป็นสารที่สังเคราะห์ได้ พบว่ามันทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ กระวนกระวาย หลงลืม
         เชื่อว่ามีฤทธิ์ทำลายซีโรโตนินในสมอง เกิดอาการคล้ายคนเป็นบ้าชั่วคราว การตรวจจะพบได้ในกระเพาะอาหารเท่านั้น การตรวจในเลือดยังให้ผลไม่แน่นอน
 

ทินเนอร์ (Toluene)
         เป็นสารประกอบจำพวกโทลูอีน ระเหยเป็นไอระเหยง่าย เมื่อสูดดมจะทำให้เคลิบเคลิ้ม  ทินเนอร์มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะแต่มักไม่ถึงตาย นอกจากtolueneหรือทินเนอร์แล้ว ยังมีสิ่งที่ผสมในสีหรือในน้ำยาต่างๆที่อาจจะระเหยและเมื่อเข้าร่างกายอาจจะ เกิดการเคลิบเคลิ้มและประสาทหลอนได้  เช่น ethylene chloride, carbon tetrachloride, benzene, xylene, tri-chloethylene etc.
กัญชา (Marihuana)

         เป็นยาเสพย์ติดพื้นบ้าน โดยใช้ใบและยอด หรือกระทั่งลำต้น มาเสพ  เป็นพืชซึ่งสามารถปลูกได้ง่ายในพื้นที่หลายประเทศ โดยเฉพาะเขตร้อนชื้น อาจจะใช้ผสมอาหาร หรือ มวนสูบแบบยาเส้น หรือใช้กล้องสูบก็ได้ มีผู้ใช้กัญชาทั่วโลกประมาณ 141ล้านคน ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งในการติดยาเสพย์ติดทุกประเภท ประเทศไทยจัด ให้เป็นยาเสพย์ติดประเภท 5
         มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม สนุกสนาน แต่เป็นยาเสพย์ติด  ยังไม่ทราบถึงกลไกในการออกฤทธิ์ของมันดีนัก ตัวกัญชาเองไม่ได้มีฤทธิ์แรงจนเป็นผลทำให้ตายได้โดยตรงแต่การตายมักเกิดจาก ความประมาท และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของตนเอง  ก่อให้เกิดการตายจากสาเหตุอื่นๆ
         กัญชาเป็นยาเสพย์ติดที่ใช้มากที่สุดในโลก ในเอเซียใต้ เอเซียไมเนอร์ อเมริกาใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

2.แอลกอฮอล์ (Alcohol) 
         แอลกอฮอล์เป็นสารประกอบที่มนุษย์รู้จักและเสพมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แอลกอออล์ที่ใช้ในการดื่มเป็นเอททิลแอลกอฮอล์ ได้จากการหมักน้ำตาลหรือแป้งด้วยยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลหรือแป้งนั้นให้เป็น แอลกอฮอล์

เอททิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) 
         แอลกอฮอล์หรือเหล้าหรือสุราหรือเมรัยหรือจะเรียกอย่างอื่นใดก็ตาม มีผลต่อร่างกายเหมือนยาสลบ แต่เป็นยาสลบที่เลว เพราะยาสลบที่ดีต้องมีผลให้ร่างกายหลับหรือหมดสติด้วยยาจำนวนน้อยและปริมาณ ที่ทำให้สลบกับปริมาณที่ทำให้ตายต้องต่างกันมาก แต่แอลกอฮอล์ต้องใช้เป็นปริมาณมากที่จะทำให้สลบและ เมื่อสลบแล้วเพิ่มแอลกอฮอล์อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็อาจทำให้ถึงตาย
         ปัจจุบันกฎกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ปริมาณในเลือดต้องไม่ถึง 50มิลลิกรัมต่อเลือด100มิลลิลิตร(50มิลลิกรัม%)จึงสามารถขับรถได้ และถ้าเกินกว่านั้น                ถือว่าเมา
         แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วที่กระเพาะอาหาร(ความจริงมันสามารถซึม เข้าร่างกายได้ทุกแห่ง ตั้งแต่เยื่อบุช่องปาก) และลำไส้เล็ก ยิ่งถ้าไม่มีอาหารยิ่งดูดซึมได้เร็วกว่า แล้วจะส่งไปทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำไขสันหลัง น้ำในลูกตา ได้ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน
         แอลกอฮอล์จะถูกทำลายที่ตับโดยใช้วิตามิน บี เป็น โคเอ็นไซม์(ฉะนั้นผู้ดื่มสุรามากต้องกินวิตามินบีเพิ่มเป็นจำนวนมาก) ร่างกายสามารถกำจัดแอลกอฮอล์  โดยการทำลายที่ตับ ขับออกทางปัสสาวะ ทางเหงื่อ และทางลมหายใจได้ประมาณ15-30มก.%ต่อชั่วโมง ฉะนั้นถ้ามีแอลกอฮอล์ในเลือด400มก.%และยังไม่ตาย แอลกอฮอล์จะถูกทำลายหมดในเวลาเกินกว่า24ชั่วโมงเล็กน้อยเป็นอย่างช้า
         การตรวจศพอาจจะไม่พบความผิดปกติ แต่สามารถตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดได้ เพราะเมื่อตายการทำลายหรือกำจัดแอลกอฮอล์จะหยุดไปด้วย แอลกอฮอล์ ที่มีอยู่  ก็จะคงอยู่จนกระทั่งร่างกายเน่าสลายตัว จึงสามารถระเหยออกไปจากร่างกายได้n>
         อาการของผู้เสพสามารถเปรียบเทียบกับระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย ได้แต่เนื่องจากการตอบสนองต่อการกดของแอลกอฮอล์ในแต่ละบุคคลแตกต่างกัน อาการของผู้เสพจึงอาจแตกต่างกัน และควรกล่าวถึงระดับแอลกอฮอล์เป็นช่วงๆแทนที่จะกล่าวไปถึงระดับใดระดับหนึ่ง โดดๆ ดังนี้
  
  ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด
 ปริมาณสุราที่ดื่มใน 1 ชั่วโมง
 อาการ
10 - 50 มิลลิกรัม%
 3 แก้ว  - กดระบบประสาทเล็กน้อย ทำให้ผ่อนคลาย สนุกสนาน การควบคุมตัวเองลดลง
 
50 - 70 มิลลิกรัม%
 5 แก้ว - กดประสาทมากขึ้น ความประพฤติเริ่มไม่เหมือนเดิม เวลาในการตอบสนองยาวขึ้น 
- ความสามารถในการขับรถลดลง 8%
 
70 - 100 มิลลิกรัม%

 
 8 แก้ว - กดระบบประสาทมากขึ้น เวลาในการตอบสนองยาวขึ้นอีก ความสามารถในการมองเห็น ความสนใจลดลง
- ความสัมพันธ์ระหว่างประสาทความรู้สึกกับการทำงานของกล้ามเนื้อเริ่มไม่ประสานกัน  
- ความสามารถในการขับรถลดลง 15%
 
100 - 200 มิลลิกรัม%

 
 ขึ้นอยู่กับสภาพต่างๆ - กดระบบประสาทมากขึ้น อาการต่างๆใน 70 - 100 มก.% มีมากขึ้น เริ่มง่วง เริ่มจำสถานที่ไม่ได้
- ที่ 200 มก.% กล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์ เดินเซ พูดไม่ชัด
 
200 - 300 มิลลิกรัม%
 ขึ้นอยู่กับสภาพต่างๆ - ยืนโงนเงน อาจจะหลับหรือสลบ หรืออาละวาด 
- ที่ 300 มก.% มักสลบหรือทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว
 
300 - 400 มิลลิกรัม%
 ขึ้นอยู่กับสภาพต่างๆ ส่วนมากหมดสติหรืออาจถึงตาย
  
  เมททิลแอลกอฮอล์Methyl alcohol
         เป็นแอลกอฮอล์ที่เกิดในธรรมชาติ หรือจากปฏิกิริยาทางเคมี มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเอททิลแอลกอฮอล์ทุกประการ เมื่อกินจะมีอาการเมาเหมือนกันแต่ เมื่อ    เมททิลแอลกอฮอล์ถูกเปลี่ยนเป็นฟอร์มิคแอซิดในตับจะยิ่งเป็นพิษมากขึ้น อาการอาจจะเกิดตั้งแต่ครึ่งชั่วโมง แต่บางคนมีอาการหลัง 24 ชั่วโมง อาการจะมีคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง หายใจไม่ออก หมดสติ  ชัก เสียความร้อน และตาย(70 - 100 ซีซี = น้ำหนึ่งแก้ว)
         ในบางคนการดื่มเพียง 30 - 60 ซีซี ก็สามารถทำให้ตายได้ หรือระดับในเลือด 80 มก.% การดื่มเพียง 10 ซีซี ทำให้ตาบอดได้
         การดื่มน้ำยาที่ใช้ผสมน้ำป้องกันน้ำแข็งตัว ที่ใช้กับรถยนต์ประมาณ 100 ซีซี ก็สามารถทำให้ตายได้ แต่ในประเทศไทยเกือบไม่ใช้สารจำพวกนี้เลย
 
3.ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า
         นอกจากยาเสพย์ติดแล้ว ในศพที่มายังสถาบันนิติเวชการฆ่าตัวตายด้วยสารกลุ่มนี้พบรองลงมาจากการผูกคอ ตาย อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศ กสิกรรม สารเหล่านี้จึงหาง่าย
 

ดีดีทีDDT
         เป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่มสารประกอบคลอรีน(organochlorine) สารพวกนี้เข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนัง ทางปอด และทางการกิน มีผลในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ชา ชัก หมดสติและหยุดหายใจ มีรายงานการเป็นพิษต่อ ตับ ไต และกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง การผ่าศพอาจจะพบความผิดปกติในอวัยวะเหล่านี้ ถ้าผู้ป่วยไม่ตายทันที
ออร์กาโนไนโตรเจน Organo-Nitrogen
         เป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่มสารประกอบไนโตรเจนหรือยาฆ่าแมลงในกลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีกลไกในการเป็นตัวทำลายโฆลินเอสเทอเรส(cholinesterase inhibitor)

ออร์กาโนฟอสเฟตOrgano-Phosphate
         ยาฆ่าแมลงกลุ่มนี้มีกลไกคล้ายในกลุ่มสารประกอบไนโตรเจน แต่อาการจะรุนแรงกว่า เข้าสู่ทางร่างกายได้ทั้งกิน ดม และทา มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน น้ำมูกน้ำตาไหล หัวใจเต้นผิดจังหวะ  กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และอาจทำลายเส้นประสาทเกิดอาการทางจิตได้
พารากวอตParaquat
         เป็นยาทำลายวัชพืช เป็นผงสีขาวละลายน้ำได้ดี เมื่อเข้าตาจะเกิดการอักเสบอย่างมาก อาจดูดซึมทางผิวหนังหรือโดยการรับประทาน กินประมาณ3-4กรัมอาจจะตายภายใน2-3อาทิตย์ เป็นยาที่ทำอันตรายต่อปอด

         การผ่าศพอาจจะพบหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารอักเสบเป็นแผลจากยากัด และอาจพบการทำลายของอวัยวะอื่นๆเช่น ตับ ไต ปอด และตับอ่อน แต่ถ้าเกิด ตายอย่างรวดเร็วอาจจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงของพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆก็ได้
 
4.ยารักษาโรค

ดิจิทาลิส(Digitalis)
         เป็นยาที่มีผลทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น แต่เต้นช้าลง ใช้ในการรักษาโรคหัวใจหลายอย่าง แต่การได้ยาเกินขนาดทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ และตายได้ 
         ปริมาณที่เป็นพิษจะมีขนาดในเลือดเกินกว่า 2ไมโครกรัมต่อลิตร แต่หลังตายจะมีดิจิทาลิสออกมาจากหัวใจออกมาในเลือด การตรวจปริมาณจึงควรทำจากน้ำในลูกตา   ซึ่งถือว่าเป็นพิษมักมีถึง10ไมโครกรัมต่อน้ำในลูกตาหนึ่งลิตร  การตรวจดิจิทาลิสในศพควรตรวจสองวิธีเพื่อเปรียบเทียบกัน พวกที่ได้ยาจนเป็นพิษมักเป็นในคนแก่หรือเด็ก
ซัคซินีลโคลีน(Succinylcholine)
         เป็นสารประกอบที่เป็นยาทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวหรือไม่ทำงานโดยการเปลี่ยนผิว เซลล์ทำให้กระแสจากเส้นประสาทไม่สามารถส่งผ่านเข้ากล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะเกิดการเต้นสั่นก่อนต่อมาจึงเกิดกล้ามเนื้อไม่ทำงาน(เป็น อัมพาต) กระบังลมไม่ทำงานและตายจากขาดอากาศ
         ยานี้มีประโยชน์ในการใช้ร่วมกับยาสลบสามารถทำให้การผ่าตัดสะดวกขึ้น
อินซุลิน(Insulin)
         เป็นฮอร์โมน จากตับอ่อนที่ทำให้เซลล์ในร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลในเลือดเพื่อสังเคราะห์ เป็นพลังงาน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานแต่การได้ยานี้มากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดลดลงมาก ทำให้สมองขาดน้ำตาล หมดสติ และเสียชีวิตได้
บาร์บิทูเรต(Barbiturate)และยากล่อมประสาทอื่นๆ
         ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้ยากลุ่มนี้เป็น วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท2ถึง4 การขายต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ยาในกลุ่มนี้เช่น เซ็คโคนัล เพ็นโทบาร์บิทัล   ฟีโนบาร์บิทัล ไนตราซีแปม   ไดอะซีแปม เป็นต้น
         เป็นกลุ่มยาที่ใช้ในการกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้ลดการเจ็บปวด ลดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจเป็นผลช่วยให้ได้หลับ การกินยาพวกนี้เป็นเวลานานๆอาจทำให้เกิดการติดยาได้ คือเมื่อไม่ได้ยาก็จะเกิดอาการเครียด ฟุ้งซ่าน นอนไม่หลับ
         การตายมักจะเกิดจากการกินยาพวกนี้เป็นจำนวนมากในครั้งเดียว หรือกินร่วมกับแอลกอฮอล์
         การผ่าศพอาจจะพบว่ามีเศษยาอาจเป็นผงหรือเป็นเศษเม็ดยาจากการเคี้ยว และมักตรวจพบยาจากอาหารในกระเพาะ เลือด หรือ ปัสสาวะ แต่ไม่มีพยาธิสภาพที่จำเพาะของยา
การให้ยาเกินขนาดด
         --ด่างในเลือดเปลี่ยนแปลงเป็นอันตรายถึงตาย
         หรือการเกิดพิษของยาเนื่องจากยาสองขนานทำปฏิกิริยาให้มีผลต่อร่างกายมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเกิดเป็นอุบัติเหตุหรือจากความผิดของผู้ปฏิบัติวิชาชีพ เวชกรรมก็ได้  เช่นการกินพาราเซ็ทตามอลจำนวนมากอาจทำลายเซลล์ตับให้ถึงตับวายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผสมด้วยdextropropoxyphene ตับจะยิ่งถูกทำลายมาก
5.กลุ่มโลหะหนัก

สารหนู(Arsenic)
         สารหนูเคยถูกใช้ในการวางยาพิษในสมัยโบราณ เป็นสารที่พบอยู่ในธรรมชาติ แม้อาหารที่บริโภคทุกวันก็เชื่อว่าอาจมีสารนี้อยู่ 0.5-1มิลลิกรัม ในปัจจุบันสารหนู            ยังใช้มากในอุตสาหกรรมทำเครื่องไฟฟ้าและใช้เป็นยารักษาเนื้อไม้ได้ดี
         สารหนูไม่มีสี ไม่มีกลิ่น กินง่าย ถูกดูดซึมได้หมดในกระเพาะและลำไส้ และภายใน24ชั่วโมงจะพบใน เซลล์ตับ ไต ม้าม ปอด และ ระบบทางเดินอาหาร ปริมาณที่ทำให้ตายคือขนาด 200-300มิลลิกรัม(ปริมาณในเลือด0.62-9.3มิลลิกรัมต่อเลือด1ลิตร-ค่าปกติจะพบ ประมาณ0.002-0.062มิลลิกรัมต่อลิตร) และมักเกิดอาการภายใน30นาที มักจะไม่ตายทันทีแต่มีอาการเจ็บปวดทรมาน คือปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ผนังทางเดินอาหารอักเสบมาก  คนที่ได้รับสารนี้นานๆอาจจะมีอาการที่เส้นประสาททำให้ประสาทรับความรู้สึก เสียไป และอาจเกิดอัมพาต
        การตรวจร่างกาย อาจพบเส้นสีขาวเป็นแนวขวางอยู่ที่เล็บ(Mee’s line) และอาจทำให้โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำและมีbasophilic strippling
         การเก็บเนื้อเยื่อเพื่อตรวจหาสารหนู ในคนป่วยควรเก็บ ผม เล็บ เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และอาเจียน ในผู้ตายอาจจะต้องเก็บอาหารในกระเพาะและลำไส้ น้ำดี               ตับ และไต
ตะกั่ว(Lead)
         สารตะกั่วในแบตเตอรี่ หรือผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อให้มีค่าอ๊อกเทนสูงขึ้น หรือผสมในสีทาบ้าน มีอันตรายต่อร่างกายมาก พวกที่ได้รับนานๆอาจจะมีอาการปวดท้องอาเจียน ท้องผูก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด โลหิตจาง ไตวาย ชัก และอาจถึงตาย
         มีรายงานผู้ตายจากสารตะกั่วจากหัวกระสุนปืนลูกซองที่ลั่นถูกตนเองมา2เดือน ในคนปกติสารตะกั่วที่พบในร่างกายไม่ควรเกิน 5 ไมโครกรัมต่อเลือด 100มิลลิลิตร           (80ไมโครกรัมทำให้เกิดความพิการของสมอง,100ไมโครกรัมตาย) ผู้ตายรายนี้พบสารตะกั่วในเลือดถึง 99 ไมโครกรัมในเลือด100 มิลลิกรัม
         การผ่าศพอาจพบสมองบวมมาก รอยเว้าของสมองหายไป อาจจะพบลักษณะของเม็ดเลือดแดงผิดปกติ(basophilic strippling) อาจจะพบมีก้อนติดสีแดงในนิวเคลียส(eosinophilic intranuclear inclusion)ในเซลล์ตับกับเซลล์ไต และอาจพบสิ่งติดสีชมพูของP.A.S. รอบๆเส้นเลือดในสมอง
เหล็ก(Iron)
         การตายจากกินเหล็กเกินขนาดเกิดในเด็กที่กินยาบำรุงเลือดที่มีเหล็กเป็นส่วน ประกอบ จะเกิดการปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ท้องเสีย
         ในการผ่าศพมักจะพบว่าเยื่อบุกระเพาะอาหารมักบวมแดงคล้ำอาจจะเป็นสีน้ำตาลและอาจมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะ
ปรอท(Mercury)
         การเกิดอันตรายจากปรอท มักเกิดในโรงงานอุตสาหกรรมและมักเป็นแบบเรื้อรัง เช่นสูดกาซที่มีสารปรอทในโรงงานหรือกินปลาที่มีสารปรอท(จากแหล่งน้ำ) อาการมัก   จะมีเหงือกอักเสบ ฟันดำและเสีย ปลายประสาทอักเสบ และสมองเสื่อม และไตวาย
         พวกที่เป็นฉับพลันเช่นกินสารปรอทเช่นกินน้ำยาmercuric chloride (ยาแดง)ซึ่งใช้เป็นยาทาภายนอก เพื่อฆ่าเชื้อโรคได้
พลวง(Antimony)
         พลวงจะคล้ายสารหนูมากทั้งอาการและขนาดของการเป็นพิษ
ทาเลี่ยม(Thallium)
         เป็นสารที่ใช้ในการเบื่อหนูและในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมทำแว่นตา  อาการ มีปวดท้องอาเจียนต่อมาปวดกล้ามเนื้อ ปลายประสาทอักเสบ มีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิต การผ่าศพอาจจะพบการสลายตัวของ หัวใจ ตับ ไต และสมอง
 
6.สารพิษอื่นๆ

ด่าง(Lye-Sodium hydroxide)
         การกินNaOH มักเกิดจากความเข้าใจผิดในเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นผงสีขาวคล้ายน้ำตาลทราย  แต่มีการกินเพื่อฆ่าตัวตายอยู่บ้าง ซึ่งมันจะกัดหลอดอาหาร กระเพาะ หรือเส้นทางผ่านของด่างนั้น ได้กล่าวไปแล้วในบทก่อน
ไซยาไนด์(Cyanide)
         ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องการตายจากขาดอากาศ
สตริคนีน(Strychnine)
         เป็นสารที่ได้จากเมล็ดของต้นไม้ชนิดหนึ่ง(Strychnos nux-vomica) กินประมาณ50-100มิลลิกรัมก็ทำให้ตายได้ และอาการมักเกิดภายใน10-15นาทีหลังกิน โดยมีผลในการกระตุ้นต่อระบบประสาทอย่างแรงทำให้เกิดการชักอย่างรุนแรงถึง ขั้นตาถลนออกนอกเบ้า และหายใจไม่ได้ อาจตายใน2-3นาทีหลังเกิดอาการ แต่ ส่วนใหญ่ตายภายใน      1-2ชั่วโมง ปริมาณที่พบในเลือดตั้งแต่5-90มิลลิกรัมต่อลิตร
  
     
  บรรณานุกรม
1. Knight, Bernard., SIMPSON’S FORENSIC MEDICINE.,11th edition, Arnold publisher, New York, 1997.
2. Spitz, Wernerd., SPITZ AND FISHER’S MEDICOLEGAL INVESTIGATION OF DEATH, 3rd edition, Etales Thomas Pub., New York. 1993.
3. สุวรรณจูฑะ,ทัศนะ., พล.ต.ต., นิติเวชศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่สาม บริษัทบพิตรการพิมพ์, กรุงเทพฯ 2536.
4. Arne Svenson, Otto Wendel, Bary A.J. Fisher., TECHNIQUES OF CRIME SCENE INVESTIGSTION, 3rd edition, Elsevier, New York. 1982  

งานพิษวิทยา

Promedical

คู่มือการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจของกลุ่มงานพิษวิทยา [อ่านต่อ]

งานนิติพยาธิ

Promedical

ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ  [บทความทั้งหมด]

งานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน

Promedical

คู่มือการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกลุ่มงาน...[อ่านต่อ]

งานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

ภาพถ่ายทางการแพทย์

Promedical

งานถ่ายภาพ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติเวช และเพื่อเป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยน้นความถูกต้องตามสรีระ [อ่านต่อ]

กลุ่มงานพิเศษ

Promedical

ทำหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่พบศพและสภาพศพ เป็นศูนย์รวมข่าวและรับแจ้งเหตุ ประสานงานกำกับดูแลการเก็บศพ